วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไฟล้างบาป

ไฟล้างบาป
อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ?

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มิตรรุ่นพี่ท่านหนึ่งเคยเปรยขึ้นในวงสนทนาว่า “นรก” ในจินตภาพของคนไทยนั้น ดูๆ ไปก็ไม่ผิดกับครัว คือมีทั้งไฟ กระทะ และของมีคมนานาชนิด บรรดาสัตว์นรกทั้งหลายก็จะต้องมาชำระล้างบาปของตน ด้วยกรรมวิธีเฉกเช่นเดียวกับที่ “ของสด” ถูกหั่น สับ ปิ้ง ย่าง ต้ม แกง จนกลายเป็น “กับข้าว” ที่เป็น “ของสุก”

ไฟล้างบาป ของพระจันทร์เสี้ยวการละคร ที่เพิ่งกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง ก็ชวนให้ผมนึกถึงถ้อยคำของอาวุโสท่านนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะบางทีบางที่ “นรก” ก็อาจอยู่ถัดจากครัวไปอีกหน่อยหนึ่ง...

แน่นอนว่า สำหรับละครเรื่องนี้ (หรือเรื่องไหนๆ ก็เถอะ!) นักแสดงย่อมเป็นส่วนสำคัญ แต่ละคนของไฟล้างบาป ล้วนจัดอยู่ในระดับ “ยอดฝีมือ” ของวงการละครเวทีร่วมสมัยของเมืองไทย เช่น สินีนาฏ เกษประไพ เจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี พ.ศ. 2551 ในฐานะศิลปินร่วมสมัยด้านการละคร หรือ ฟารีดา จิราพันธุ์ ซึ่งถ้าให้เดา ก็มีท่าทีว่าคงจะได้รับเกียรติยศอย่างเดียวกันกับสินีนาฏในอีกไม่นานเกินรอ

แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ก็คือบทละคร ซึ่งริเริ่มโดยนักแสดงทั้งสี่ของเรื่องนี้เอง ในการจัดเวิร์คช็อปของเพต้า (PETA - Philippines Educational Theatre Association) ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2549 และพัฒนาต่อมา จนได้ออกตระเวนทัวร์แสดงตามสถาบันการศึกษาต่างๆ นับสิบแห่งในประเทศ และล่าสุด ก่อนหน้าการแสดงครั้งล่าสุดนี้ พวกเธอๆ ก็เพิ่งกลับมาจากการนำละครไปแสดงในเทศกาล Mekong Arts and Media Festival 2009 ที่โรงละครจตุมุข กรุงพนมเปญ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมานี่เอง

ไฟล้างบาป เริ่มต้นขึ้น ณ สถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง จะด้วยเหตุผลกลใดไม่แน่ชัด ผู้หญิงแปลกหน้าสามคนมาพบกัน มีทั้ง “ป้าทอม” หนุ่มใหญ่ในร่างหญิง (สินีนาฏ เกษประไพ) ลูกจ้างทำงานบ้าน (ศรวณี ยอดนุ่น) และดาราสาวคนดัง (ฟารีดา จิราพันธุ์) ในไม่ช้า พวกเธอก็ตระหนักว่า ตัวเองตายไปแล้ว และสรุปกันว่า สถานที่แห่งนั้นคงต้องเป็น “นรก”

แต่นรกขุมนั้น ไม่มีเปลวไฟ และไม่มียมบาลใส่หมวกเขาควาย ทว่า จู่ๆ ก็มีกองเสื้อผ้าสกปรก กะละมัง 3 ใบ และผงซักฟอกกล่องใหญ่ขนาดเท่ากระเป๋าเดินทาง หล่นลงมา พวกเธอทั้งสามก็สำเหนียกว่า ในเมื่อที่นั่นเป็นนรก พวกเธอก็ย่อมมีหน้าที่ต้องชดใช้ความผิดบาปที่เคยกระทำมาเมื่อครั้งยังมีชีวิต จึงก้มหน้าก้มตาซักผ้า ชำระล้างบาปไป

ชีวิตซ้ำซากเวียนวนในนรกขุมซักผ้านี้ ดำเนินไปควบคู่กับการที่ผู้หญิงแต่ละคน เริ่มผลัดกันเล่าเท้าความถึงชีวิตเมื่อยังอยู่บนโลกมนุษย์ของตน ไม่ว่าจะเป็น “ป้าทอม” กับความรักแบบ “หญิงรักหญิง” ที่ถูกสังคมประณามว่าผิดเพศ ดาราสาวกับพฤติกรรม “ฉาวโฉ่” ในชีวิตส่วนตัว รวมทั้งเด็กสาวบ้านนอก ผู้ถูกกลุ่มชายโฉดรุมข่มเหง สร้างตราบาปให้แก่ชีวิตเธอ

แต่ครั้นแล้ว ทุกคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เธอ “เป็น” นั้น มันเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ถึงขนาดที่ต้องตกนรกหมกกะละมังอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์เช่นนั้นเชียวหรือ พวกเธอจึงกู่ก้องตะโกนเรียกหา “ท่าน” เพื่อทวงถาม
ในที่สุด “ท่าน” (สุมณฑา สวนผลรัตน์) ก็ปรากฏตัวออกมา เป็นสาวใหญ่ในชุดขาว ด้วยมาดสตรีหมายเลขหนึ่ง ท่ามกลางความงุนงงของทุกคนว่า เหตุใด “ท่าน” (พระเจ้า? ยมบาล? ใคร?) จึงเป็นผู้หญิง ต่างกับภาพที่มักนึกกันโดยทั่วไปว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลจะต้องเป็นเพศชาย

ยิ่งไปกว่านั้น “ท่าน” ซึ่งสั่งให้ทุกคนเรียกเธอว่า “โกลดี้” ก็ย้อนถามทั้งสามสาวว่า มีใครบอกให้เธอไปซักผ้าหรือไม่ ? หรือพวกเธอทำไปเองเพียงเพราะความเคยชิน ? ทั้งยังสำทับด้วยว่า กะละมังนั้น ถ้าไม่หงายใส่น้ำซักผ้า ก็สามารถคว่ำลงใช้วางเท้าได้!

เช่นเดียวกับ “โทษบาป” ที่ทั้งสามคนแบกรับไว้นั้น ล้วนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องชดใช้ด้วยการลงโทษทัณฑ์ ว่าแล้ว โกลดี้ก็ลุกขึ้นเต้น จับมือกับสามสาว พากันเต้นออกไปจาก “นรกแม่บ้าน” นั้น...

ไฟล้างบาป ใช้เวลาแสดงเพียงไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็นำเสนอ “สาร” ได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น

ประเด็นที่ว่าด้วย “คำพิพากษา” ที่สังคมมีแก่ผู้หญิง ว่า ผู้หญิง “ที่ดี” หรือ “ปกติ” นั้น ต้องมีคุณสมบัติเช่นไร ควรต้องทำอะไร มีเพศสัมพันธ์แบบไหน กับใครได้บ้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างภาวะจำยอม และเป็นภาระที่ต้องแบกติดตัวไปตลอดชีวิต (หรือเลยไปกว่านั้นด้วย...)

แม้ประเด็นเหล่านี้ อาจดูเหมือน “เกือบ” จะเชย เพราะก็มีการหยิบยกมานำเสนอบนเวทีละครของกลุ่มละครเล็กๆ ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ที่มันยังไม่เชย ก็เพราะนอกโรงละคร พ้นไปจากเวทีเล็กๆ นั้น ในโลกจริงข้างนอก การฉกฉวยโอกาสจากร่างกาย และ “ความเป็นหญิง” ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เหมือนที่เคยเป็นมา ซ้ำร้าย ยิ่งทวีความรุนแรงและความแยบยลขึ้นเป็นลำดับ

และผมก็เชื่อ – ด้วยความเศร้าใจยิ่ง – ว่า ไฟล้างบาป จะยังสามารถนำกลับมาขึ้นเวที (Restage) ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้นานปี โดยยังไม่ล้าสมัยง่ายๆ




ไฟล้างบาป (Restage)
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
นักแสดง สินีนาฏ เกษประไพ, ศรวณี ยอดนุ่น, ฟารีดา จิราพันธุ์, สุมณฑา สวนผลรัตน์
Crescent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
3-7 ธันวาคม 2552


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 117 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2553

สาวชาวนา

สาวชาวนา
เมื่อเอ็นจีโอปะทะนักวิชาการกลางเทศกาลละคร

ในระหว่างงานเทศกาลละครกรุงเทพ 2552 จากการแสดงนับร้อยรอบของกลุ่มละครต่างๆ เรื่องเดียวที่ผมมีเวลาและมีโอกาสได้ดู คือ สาวชาวนา

แต่การเลือกดูของผม ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เพราะละครเรื่องนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างสำคัญสำหรับงานเทศกาล ถึงขนาดที่คุณ “ตั้ว” ประดิษฐ ประสาททอง เลขาธิการเครือข่ายละครกรุงเทพ ระบุไว้ในสูจิบัตรของเทศกาลทีเดียว ว่าเป็นละครหนึ่งในสองเรื่องที่ได้รับการ “สั่งซื้อ” จากศูนย์ศิลปะแห่งโตเกียว (Tokyo Metropolitan Art Space) เพื่อไปร่วมแสดงในเทศกาลแม่โขงที่ญี่ปุ่น (ทางการญี่ปุ่นกำหนดให้ปี 2552/2009 เป็นปีของภูมิภาคแม่น้ำโขง)

ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ เรียกได้ว่าเป็นการชุมนุมนักแสดงระดับ “แถวหน้า” ของกลุ่มละครเมืองไทยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการ ไม่ว่าจะเป็นสามสาวแห่งบีฟลอร์ (B-Floor) : อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์, จารุนันท์ พันธชาติ และดุจดาว วัฒนปกรณ์ / คานธี อนันตกาญจน์ จาก Democrazy Studio / ณัฐ นวลแพง แห่งกลุ่มละครเสาสูง / ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ และปานรัตน กริชชาญชัย จาก New Theatre Society รวมทั้งณัฐพล คุ้มเมธา จากเบบี้ไมม์ (Babymime)

ท่านเหล่านี้ล้วนเป็น “หัวกะทิ” ของวงการละครเวทีร่วมสมัยไทยปัจจุบัน
แล้วจะมีเหตุผลใดที่จะไม่ดู สาวชาวนา เล่า ?

ละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทละครญี่ปุ่นของฮิเดกิ โนดะ (Hideki Noda) นักการละครระดับแถวหน้าของวงการละครร่วมสมัยของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ของศูนย์ศิลปะโตเกียว
แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เมื่อแปลและแปลงแล้ว เนื้อหาหลายอย่างกลับสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยได้อย่างแนบเนียนยิ่ง

สาวชาวนา เล่าเรื่องของ “มะลิ” (อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์) เด็กสาวอายุ 15 จากครอบครัวชาวนาอำเภอตระการพืชผล ผู้ไม่อยากทำนา และหลงใหลในกรุงเทพฯ จนดั้นด้นเข้ามา เธอได้รับการอุปการะแบบ “เลี้ยงต้อย” จากอาจารย์ประวิทย์ (คานธี อนันตกาญจน์) นักพฤกษศาสตร์ผู้ศึกษาต้นไม้มีพิษ แต่ไม่เคยใยดีเธอจริงๆ มะลิจึงหันไปสนใจงานจิตอาสา กลายเป็นอาสาสมัครในทีมของนายสืบศักดิ์ (ณัฐ นวลแพง) เอ็นจีโอที่ผันตัวเองมาจากผู้กำกับหนังโป๊

มะลิทำงานอย่างจริงจังด้วยความรักที่ทุ่มเทให้แก่สืบศักดิ์ จนมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษ เพียงเพื่อจะพบว่าสืบศักดิ์ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่งานอาสาสมัคร รวมทั้งไม่ได้สนใจเรื่องการเกษตรอะไรจริงจัง หากแต่เขาใช้มัน (และเธอ) เป็นทางผ่าน เข้าสู่ความสนใจของสาธารณชน เพื่อปูทางไปยังการก่อตั้งพรรคการเมือง

สุดท้าย มะลิจึงกลับบ้าน ตั้งหน้าตั้งตาปลูกข้าว มุ่งมั่นกระทำสิ่งที่เธอปฏิเสธมาแต่เยาว์วัย พร้อมกันนั้น เธอก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกต่อไป...

ท่วงทีของละครเรื่องนี้ เป็นละครร่วมสมัย ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องด้วยการตัดสลับฉากในแนวทางของภาพยนตร์ ด้วยบรรยากาศแบบ “เหนือจริง” อันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เช่นที่ตัวละครสำคัญมักจะมี “เงา” หรือ “เสียงของจิตใต้สำนึก” ซึ่งแสดงโดยนักแสดงอีกคน คอยพันแข้งพันขาพูดจาสอดแทรกส่อเสียดอยู่ตลอดเวลา

หรือฉากรถไฟดำมะเมื่อมที่แล่นอย่างช้าๆ เหมือนลอยเลื่อนเข้าสู่สถานีรถไฟชนบทรกร้างนั้น ก็ดูจะมีนัยทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง!

และในเมื่อเป็นสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับสัญลักษณ์อื่นๆ ในโลก คือย่อมเอื้อต่อการตีความได้ต่างๆ นานาสารพัด

ในเวอร์ชั่นตามความเข้าใจของผม (ซึ่งแน่นอนว่าอาจต่างหรือเหมือน กับผู้ชมคนอื่นๆ รวมทั้งผู้กำกับ และนักแสดง) มะลิ ตัวแทนของชุมชนเกษตรไทย ในอุปมาของสตรี ถูกยื้อยุดแย่งชิงระหว่างนักวิชาการ (อย่างอาจารย์ประวิทย์ ผู้สนใจศึกษาแต่เรื่องไร้ประโยชน์ เช่นต้นไม้มีพิษ) และเอ็นจีโอ (เช่นนายสืบศักดิ์ ผู้มีอดีตคลุมเครือ และมี “วาระซ่อนเร้น”)

ทั้งสอง ในอุปมาของบุรุษ มุ่งมาดปรารถนาที่จะครอบครองมะลิ (ผ่านเซ็กส์)

ทั้งคู่ล้วนอยากให้มะลิเป็น “อะไรบางอย่าง” ตามที่ใจตนเองต้องการ

ต่างแย่งชิงกันเป็น “ปากเสียง” ของเธอ

โดยไม่มีผู้ใดสนใจจะ “ฟัง” ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรือเธออยากพูดอะไร

เรื่องจึงลงเอยด้วยการที่มะลิไม่ได้ยินเสียงของใครอีกต่อไป
หูของเธอดับสนิท
ในเมื่อไม่มีใคร “ฟัง” เธอ เธอจึงไม่ต้องการ “ฟัง” ใครเช่นเดียวกัน

แต่พร้อมกันนั้น หากจะเลือกมองโลกในแง่ร้ายดูบ้าง สาวชาวนา ก็อาจเสียดเย้ยตัวเองไปด้วยในที เพราะว่าให้ถึงที่สุด ละครเรื่องนี้ทั้งหมดก็เป็นได้เพียงการ “พยายาม” “ทำเหมือน” “เข้าใจ” “สาวชาวนา” จากมุมมองแบบชนชั้นกลางในเมือง อย่างที่นักการละครส่วนใหญ่สังกัดอยู่

ซึ่งแม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี บวกกับฝีไม้ลายมือระดับชั้นครู ด้วยความตั้งใจอย่างแข็งขัน ทว่าก็ล้วนเป็นการ “คิดแทน” ในแบบ “พูดเองเออเอง”

เรียกอีกอย่างก็คือ ผู้ชมอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า ความเข้าใจเรื่องชาวนาของ สาวชาวนา ก็อาจผิดเพี้ยน ไม่ต่างจากภาษาอีสานสำเนียงประหลาดๆ และแปลกแปร่ง อย่างที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องพูดจากัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมใด ระดับไหน เรียกแบบภาษาวัยรุ่น ก็ต้องบอกว่า “สาร” ของละครเรื่องนี้ “แวรงงงงงงงงง” จริงๆ จ้ะ!



สาวชาวนา
บทละคร ฮิเดกิ โนดะ
แปลบท ผุสดี นาวาวิจิตร
ดัดแปลงบท ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์, นิกร แซ่ตั้ง, สินีนาฏ เกษประไพ, ณัฐ นวลแพง, จารุนันท์ พันธชาติ
กำกับการแสดง นิกร แซ่ตั้ง
ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก)
3-4 พฤศจิกายน 2552


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 116 ปักษ์แรก พฤษภาคม 2553

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Water / Time เวลาของน้ำ เวลาของเรา


ถ้าถามผมว่าเสน่ห์ของละคร Water / Time อยู่ที่ไหน ?

นักแสดง ? แน่นอน มือระดับคุณฮีน ศศิธร พานิชนก ที่ทั้งเรียนมาด้านนี้ ทั้งผ่านงานภาพยนตร์ ละครทีวี และละครเวทีมามากมาย คงไม่ต้องสงสัยในฝีไม้ลายมือของเธอ

ผู้กำกับ ? ก็อีกนั่นแหละ ระดับ “ครูหนิง” พันพัสสา ธูปเทียน ก็รับประกันได้อยู่แล้ว ว่าในฐานะ “ผู้ชมคนแรก” เธอย่อมต้องกลั่นกรอง เลือกสรร (หรือเค้นหา) สิ่งที่ “ใช่” ที่สุดในสายตามาเสนอแก่ผู้ชม

บทละคร ? ได้อ่านจากใบปลิวสูจิบัตร ว่าบทละครเรื่องนี้ โชโกะ ทานิกาวา (ซึ่งร่วมแสดงเอง) เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นก่อน แล้วจึงมาแปลกลับเป็นภาษาไทย/ภาษาอังกฤษทีหลัง แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับความกระชับ ตรงไปตรงมา แต่ก็แยบคายอย่างมีชั้นเชิงของตัวบท

ฉาก ? ก็เก๋และแปลกๆ ดี ที่กลับเอาประตูทางเข้าโรงมาให้ทั้งคนดูและนักแสดงใช้ด้วยกัน คือคนดูก็ใช้ผ่านเข้ามานั่งที่ ส่วนนักแสดงก็ใช้เดินเข้าฉาก เข้ามาในห้องพักอพาร์ตเมนต์ที่ “รก” อย่างได้ใจ และสมจริง
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผมคิดว่า เสน่ห์เฉพาะตัวของ Water / Time ไม่ได้ตกไปอยู่ที่ตรงใดตรงหนึ่งที่พรรณนามาแล้วข้างต้น หากแต่อยู่ที่ “ส่วนรวม” หรือ “ผลลัพธ์” ของสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเมื่อหวนระลึกขึ้นมา กลับเด่นชัดในใจเสียยิ่งกว่าส่วนประกอบต่างๆ นั้นเสียอีก
เสน่ห์นั้นก็คือความงามอย่างเรียบง่าย จริงใจ ชนิดที่ถ้าให้นึกเองก็อาจมีอคติคิดไปว่า เป็นสไตล์ “ญี่ปู๊น ญี่ปุ่น” คือคิดมามาก แต่ใช้สอยเพียงอย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น เรียกว่า “ทำน้อยได้มาก”

ความงามในความง่ายนั้นก็คือละครที่พูดถึงเรื่องราวที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะพบเจอได้ในชีวิตประจำวันตามปกติ แต่ขณะเดียวกัน ก็ทิ้งประเด็นใหญ่หลวงน่าขบคิดใคร่ครวญไว้ให้ติดหัวคนดูกลับไปบ้านด้วย

ถ้าเล่าอย่างย่อๆ เรื่องของ Water / Time ว่าด้วย คู่ผัวตัวเมียหนุ่มญี่ปุ่นกับสาวไทย เคนจิ (โชโกะ ทานิกาวา) สามีหัวดื้อ มุ่งมั่นจะเป็นคนเขียนบท ส่วน น้ำ (ศศิธร พานิชนก) ภรรยาคนไทย ก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงละคร แต่หนทางไปสู่สิ่งที่พวกเขาวาดหวังไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในนิวยอร์ก มหานครที่เปรียบประดุจศูนย์กลางจักรวาลของแวดวงละคร น้ำต้องไปทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ หารายได้มาหล่อเลี้ยงความฝันของทั้งเขาและเธอ ในสภาพกดดัน แปลกแยกเช่นนี้ ความสัมพันธ์ที่ต้องสื่อสารข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม (ไทย/อเมริกัน/ญี่ปุ่น) อาจดูเป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ชม แต่สำหรับทั้งสองคน การที่ “คนรัก” พร้อมจะกลับกลายเป็น “คนเคยรัก” นั้น ย่อมไม่ตลกเลย

ในพล็อตเรื่องที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร” เช่นนี้เอง ที่องค์ประกอบทุกภาคส่วน ทั้งนักแสดง บท ผู้กำกับ ฉาก (ตลอดจนส่วนงานอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ออกนาม) กลับร่วมกันสร้างให้มี “อะไร” ขึ้นมา ตัวละครที่อยู่ต่อหน้าดูเป็น “คน” ที่มีชีวิต “จริง” จนเราสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงง่ายๆ นั้นเอง ก็ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับสิ่งที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างจังๆ ดังเช่นประโยคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โฆษณาตั้งแต่เมื่อละครออกแสดงใหม่ๆ ก็คือ “เวลาทะเลาะกับแฟน เราพูดภาษาอะไรกัน” ประโยคง่ายๆ แค่นี้ก็อาจชักนำให้หวนรำลึกถึงประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อีกคนหนึ่งกำลังพูดภาษาอะไรอยู่ (ฟะ!) ทำไม่ไม่เข้าใจเหรอ ? ทำไมไม่พูดภาษาเดียวกัน (กับกรู) ล่ะ ? เหมือนกันกับที่น้ำและเคนจิ ต่างเหน็บแนม ประชดประชัน และ “ทำร้าย” กันและกันด้วยภาษาที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีวันเข้าใจ

ด้วยความที่บทละครเรื่องนี้ใช้ทั้งสามภาษา คือไทย/อังกฤษ/ญี่ปุ่น ไปพร้อมๆ กัน จึงต้องฉายคำบรรยาย (subtitles) อีกสองภาษาไว้ที่ตอนบนของผนังตลอดเวลา แรกๆ ผมก็พยายามอ่านตาม แต่แล้วกลับพบว่า ทำให้เสียสมาธิกับละครไปมาก ก็เลยตัดสินใจเลิกอ่าน ในกรณีของผม - ผู้ชมชาวไทย ซึ่งพอรู้ภาษาฝรั่งนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น – นั่นก็คือการกระโดดลงไปอยู่ในละคร ก้าวเข้าไปสู่ประสบการณ์เดียวกันกับสาวน้ำแบบตรงๆ และปรากฏว่าวิธีนี้ได้ผลน่าสนใจดีทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเลิกอ่านคำบรรยายยังทำให้เรารับรู้พลังหรือ “สาร” ที่นักแสดงส่งออกมา ซึ่งอยู่พ้นไปจากอำนาจของถ้อยคำเสียด้วยซ้ำ

ชื่อเรื่อง Water / Time นั้น ในทางหนึ่ง ก็อาจจะหมายถึงบทละครที่เคนจิเขียน และน้ำเข้าใจว่าคงหมายถึง “เวลา(ของ)น้ำ” แต่พร้อมกันนั้น ละครก็ตั้งใจชักพาผู้ชมให้คิดไปถึงสำนวนที่มีทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ว่าเวลาและวารีย่อมไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยรั้งรอใคร สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ (เพราะชีวิตไม่มีปุ่ม undo เหมือนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ดังนั้น (ถ้าจะให้ฟังดูเป็นทางพระๆ หน่อย ก็คงต้องบอกว่า) จึงพึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ใช้วันเวลา ณ ขณะนี้ให้เต็มเปี่ยม ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง ว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านั้น ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันว่า เวลากำลังใกล้จะหมดลงแล้ว...

ดูเหมือนว่า Water / Time จะบอกผมอย่างนั้น


Water / Time
Cresent Moon Space (สถาบันปรีดี พนมยงค์)
LIFE Theatre
กำกับการแสดง: พันพัสสา ธูปเทียน
นักแสดง: โชโกะ ทานิกาวา, ศศิธร พานิชนก, อภิรักษ์ ชัยปัญหา
17 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม และ 11 – 13 และ 18 – 20 กันยายน 2552
พิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 114 ปักษ์หลัง มีนาคม 2553

คาร์เมน เมื่อมหาอุปรากรสัญจรมาสู่โรงหนังตะลุง


จากมหาอุปรากรที่นับถือกันว่าเป็นสุดยอดศิลปะการแสดงของโลกตะวันตก เมื่อทดลองแปลงรูปโฉมใหม่ นำเสนอด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป ผลที่ได้รับย่อมต่างกัน หากแต่ควรต้องคงอารมณ์สะเทือนใจบางอย่างเอาไว้

เมื่อศตวรรษก่อน กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงแปลงเรื่องโจโจ้ซังสาวญี่ปุ่นจากมหาอุปรากร มาดามบัตเตอร์ฟลาย (Madame Butterfly) ของปุชชินี (Giacomo Puccini) ให้กลายเป็นละครร้อง สาวเครือฟ้า จับอกจับใจแฟนละครชาวไทยมาเนิ่นนาน จนหลายคนพลอยนึกว่าเป็นเรื่องจริง

ไม่กี่ปีมานี้ หนัง U-Carmen eKhayelitsha (2005) จากแอฟริกาใต้ ก็นำเสนอโอเปร่าเรื่อง คาร์เมน (Carmen) ของบิเซต์ (Georges Bizet) ด้วยเหตุการณ์ ตัวละคร และสถานที่ที่แตกต่างอย่างข้ามโลกกับเรื่องเดิม โดยนำเพลงดนตรีของบิเซต์ที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ผสมผเสเข้ากับดนตรีแอฟริกัน แล้วคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่เบอร์ลินไปครอง

มาปีนี้ เป็นคิวที่เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้คร่ำหวอดในวงการละครเวทีไทยมากว่า 20 ปี จะหยิบเอา คาร์เมน มานำเสนอในอีกรูปแบบที่แตกต่างบ้าง

เขานำเสนอละครเรื่องนี้แบบร่วมสมัย มีทั้งหนังตะลุง การเต้นรำ วิดีโออาร์ต พิณแก้ว นักร้องโอเปร่า รวมกันอยู่ในฉากที่มีเพียงผนังปูนเปลือยมอซอ และบันไดระเกะระกะ แลดูดิบเถื่อน เหมือนเป็นด้านหลังของตึกร้างที่ไหนสักแห่ง ซ้ำเขายังบิดความหมายของ opéra comique ซึ่งเดิมหมายถึงโอเปร่าที่มีบทพูด ให้กลายมาเป็น “ละครตลก” ในแบบของเขา

ในแง่ละคร คาร์เมน ฉบับนี้ ยังรักษาเรื่องราวรักสามเส้าเคล้ากิเลศตัณหา และตัวละครเอกชุดเดิมจากโอเปร่าเรื่องดังแห่งปลายศตวรรษที่ 19 ไว้ครบถ้วน ตั้งแต่คาร์เมน (เหมือนฝัน อำพันแสง/รพีพร ประทุมอานนท์) สาวโรงงานผู้เล่นสนุกกับเกมรัก ดอน โฮเซ (กฤตินท์ เกียรติเมธา) นายสิบหนุ่มอ่อนโลก ผู้หลงใหลคาร์เมนหัวปักหัวปำ มิคาเอลลา (ยูโกะ นากามูระ) สาวน้อยบ้านนาผู้แอบรักดอน โฮเซ รวมทั้งเอสกามิโญ (ขจรพงศ์ พรพิสุทธิ์) นักสู้วัวกระทิงระดับ “ดารา” หนุ่มใหญ่ในฝันของคาร์เมน แต่พร้อมกันนั้น ก็ยังมีตัวละครใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา นั่นคือพี่ “เท่ง” (กัมปนาท เรืองกิตติวิลาศ) ตัวตลกหนังตะลุงผู้มาเล่าเรื่องคาร์เมน เป็นภาษาใต้ให้เราฟัง

คาร์เมนฉบับนี้เน้นการเต้นรำสมัยใหม่เป็นหลัก นักแสดงแทบทั้งหมดจึงต้องเต้นกันอย่างจริงจัง ผลจากฝีมือเฉพาะตัว การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง และการออกแบบท่าเต้นที่งดงามของจิตติ ชมพี ผสมผสานกันออกมาเป็นการแสดงที่น่าทึ่ง นักแสดงหลักทั้งหมดเต้นกันได้ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีแรงโน้มถ่วง ร่างกายของเขาและเธอดูเหมือนไม่มีกระดูกและไม่มีน้ำหนัก (เต้นๆ ไปก็ไต่ขึ้นวิ่งบนฝาได้ !) แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม้จะเน้นการเต้นสมัยใหม่ แต่การคัดเลือกนักแสดง (Casting) แต่ละบทบาทก็ทำได้ดีอย่างน่าชมเชย

เหมือนฝันรับบทคาร์เมนในภาคเต้นรำได้ดีเยี่ยม ฝีมือบัลเลต์ของเธอไม่ใช่ย่อย ซ้ำการแสดงออกของเธอก็ยังทำให้เราเชื่อว่า เธอคือคาร์เมน ยิปซีหญิงร้ายเจ้าเสน่ห์คนนั้น ส่วนคาร์เมนในภาคที่เป็นนักร้องโอเปร่า เสียงเมซโซ-โซปราโนของรพีพร ประทุมอานนท์นั้นดีจริง และมีพลังจริง ผู้ชมจึงมีโอกาสได้ฟังเพลงไพเราะที่มีชื่อเสียง อย่าง Habanera เป็นภาษาไทย โดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียงใดๆ เสียแต่ว่าเมื่อต้องร้องเนื้อภาษาไทยไปกับทำนองที่ผกผันตลอดเวลาเช่นนั้น ก็ทำให้ติดตามฟังจับใจความได้ยากไม่ใช่น้อย

ส่วนดอน โฮเซ กฤตินท์นั้น แลดูเป็นเด็กหนุ่มร่างกำยำที่มีพลังแรงกายเต็มเปี่ยม แต่มีสีหน้าแววตาใสซื่อแบบเด็กๆ อย่างที่ผู้ชมรู้สึกว่าดอน โฮเซ น่าจะเป็นคนแบบนั้น เช่นเดียวกับบทมิคาเอลลาที่แสดงโดยคุณยูโกะ นักเต้นชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอก็เต้นได้งาม มิหนำซ้ำ ผู้กำกับยังจงใจให้คาแรคเตอร์สาวใสซื่อนี้ “ล้อ” กับภาพลักษณ์สตรีญี่ปุ่นที่ดูสุภาพอ่อนโยน

กัมปนาท เรืองกิตติวิลาศ ในบท “เท่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่น่าจับตามอง ในฐานะนักแสดงละครเวที เขาก็เล่นบท “เท่ง” ได้ตลกทะลึ่งตึงตังดี (ทราบภายหลังว่า เขาหัดพูดภาษาใต้มาหกเดือนจนคล่องปาก เพื่อรับบทนี้โดยเฉพาะ) ทว่า ยามเมื่อสวมบทนักเต้น กัมปนาทก็มีท่วงท่าที่ดูเป็นตะวันออกผสมตะวันตกอันสง่างาม

เสน่ห์ของละครเรื่องนี้ ก็คือสิ่งเดียวกับที่กัมปนาทนำเสนอ นั่นคือการผสมผสานโลกที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโอเปร่าโบราณกับวิดีโออาร์ต หรือหนังตะลุงกับบัลเลต์ เรียกได้ว่าข้ามพรมแดนหมดทั้งเวลาและสถานที่

เช่นที่ทำได้ดีก็คือ การที่ละครนำเสนอภาพของเอสกามิโญในฐานะ “พระเอกในฝัน” ของคาร์เมน ด้วยการที่ให้เขาปรากฏตัวเฉพาะในวิดีโอที่ฉายทาบบนผนัง และแทนที่เขาจะแต่งชุดหรูหราผ่าเผยแบบนักสู้วัวกระทิงอย่างที่เห็นในโอเปร่า เอสกามิโญในคาร์เมนฉบับนี้กลับอลังการด้วยชุดโนราเต็มยศพร้อมเทริด และมีท่าทีกรุ้มกริ่มแบบ “พระเอกละคร” ตลอดเวลา

แต่บางอย่างที่ผู้กำกับนำเสนอก็คงต้องอาศัยการตีความของผู้ชมแต่ละคน เช่นที่คาร์เมนในภาคนักเต้น เปิดตัวออกมาในลักษณาการตะเกียกตะกายออกจากถุงดำ (ถุงขยะ ?) แล้วถุงดำปริศนานั้นก็หวนกลับมาอีกเป็นพักๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากสังวาสระหว่างดอนโฮเซ่กับคาร์เมน ที่พี่เท่งปรากฏตัวขึ้น แล้วคลี่ถุงดำครอบคนทั้งสองไว้ หรือฉากอัตกามด้วยดอกกุหลาบในถุงดำของดอนโฮเซ่ ไปจนถึงตอนจบของเรื่อง จากท้องเรื่องเดิม นอกสนามสู้วัวกระทิง คาร์เมนกำลังจะเข้าไปเชียร์เอสกามิโญ “พระเอก” คนใหม่ของเธอ แต่แล้วดอนโฮเซ่ผู้ไม่หลงเหลืออะไรในชีวิตนอกจากความรักอันแรงกล้า กลับมารอดักพบเธอและชวนให้เธอกลับไปกับเขา เมื่อกลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ดอนโฮเซ่เกิดบันดาลโทสะ จ้วงมีดกดจมลงไปในร่างคาร์เมนจนมิด ปิดฉากชีวิตของเธอ แต่ในฉบับนี้ คาร์เมนถูกดอนโฮเซ่จับยัดถุงดำ เธอตะเกียกตะกายดิ้นรนขัดขืนได้เพียงครู่ก่อนจะสิ้นใจ แล้วดอน โฮเซก็เดินลากถุงนั้นเข้าโรงไป

ละครทำท่าเหมือนจะจบ มีการฉายเครดิตท้ายเรื่อง (end credits) แบบภาพยนตร์ที่ผนังด้านหลัง ไล่ลำดับไปจนหมด จู่ๆ ไฟกลับสว่างอีกครั้ง แล้วเริ่มต้นบทส่งท้าย (epilogue) เมื่อนักแสดงทั้งหมดกลับออกมาร่ายรำ พร้อมทั้งนักร้องที่ครวญเพลงโหยหวนต่อเนื่องไปอีกพักหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ เงียบลง เมื่อทุกคนค่อยๆ สอดร่างกลับลงไปในถุงดำ ตั้งพิงฝากำแพงด้านหลัง เหมือนถุงขยะที่ตั้งเรียงกันรอรถขยะมาเก็บ...
เมื่อละครเลิก ผมเดินกางร่มฝ่าสายฝนที่ตกพรำออกมาจากโรงละคร พลางตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าคนที่ไม่เคยดู ไม่เคยรู้เรื่องคาร์เมนมาก่อนเลย จะดูละครเรื่องนี้รู้เรื่องหรือไม่ ?

มิตรน้อยร่วมทางก็ตอบข้อสงสัยนั้นจนแจ้งใจในทันทีว่า “อ่านเรื่องย่อในสูจิบัตรก็รู้แล้ว !”

อืมม์...จริงของเธอ




Carmen
หอประชุมสมาคมฝรั่งเศส ถนนสาทร
12 นิ้วการละคร
กำกับการแสดง: เกรียงศักดิ์ “วิคเตอร์” ศิลากอง/จิตติ ชมพี
นักแสดง: เหมือนฝัน อำพันแสง, กฤตินท์ เกียรติเมธา, ยูโกะ นากามูระ, กัมปนาท เรืองกิตติวิลาศ, ระพีพร ประทุมอานนท์,
26-27 กันยายน และ 3-4 ตุลาคม 2552
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 112 ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2553

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ช่อมาลีรำลึก


คำประกาศอิสรภาพของ “แม่บ้าน”


ชื่อ ช่อมาลี แสงสุริยา

อายุ 42 ปี

สถานภาพ สมรส บุตร 2 คน


เธอก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงไทยมากมาย หรือจะว่าไป ก็คงคล้ายๆ กับผู้หญิงอีกหลายร้อยล้านคนบนโลกกลมๆ ใบนี้

เธอไม่ใช่คนเด่นคนดัง เป็นคนธรรมดาๆ บ้านๆ อะไรแบบนั้น
หรืออาจเรียกว่าเธอเป็น “เจ๊ข้างบ้าน” (“The Jeh” next door) ตัวจริงก็ย่อมได้

จากเด็กผู้หญิง “ทั่วไป” ที่ไม่ได้หน้าตาสะสวย หรือเรียนเก่งอะไร จนเมื่อเธอมีคำตอบให้แก่ครูภูมิศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง แล้วครูกลับไม่เชื่อว่าเธอตอบได้ด้วยตัวเอง ช่อมาลีจึงผันตัวเองไปเป็น “เด็กหลังห้อง” ใส่ชุดนักเรียนคับติ้ว ปากเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ และก่อวีรกรรมสารพัด เช่นการกระโดดลงจากหลังคา แล้วเธอก็เติบโตขึ้นมา ดำเนินชีวิตต่อไปตามอย่างที่คนปกติ “เขาเป็นกัน” คือมีคนรัก แต่งงาน สร้างบ้าน มีลูก เลี้ยงลูก ดูแลผัว ฯลฯ

เมื่อเธอรู้ตัวอีกที หนุ่มสาวคู่นั้นที่เคยรักกันสวีทหวาน ร่วมกันสร้าง “วิมานสีชมพู” ก็พลันหายตัวไประหว่างทาง ทิ้งไว้แต่คนคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งต้องบังเอิญมาใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกันเป็นบางเวลา มีให้กันก็แต่ความเงียบ หรือไม่ก็วาจาเชือดเฉือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่อมาลีใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตแม่บ้านไปกับการพูดคุยกับฝาบ้าน

จนมาวันหนึ่ง ตุ๊กติ๊ก เพื่อนสาวโสดรุ่นน้องที่สนิทสนมกันมานาน ก็ทะลวงทลายชีวิตเปล่าดายของช่อมาลีลง ด้วยการชักชวนเธอให้ “หนี” ไปกรีซด้วยกัน 2 อาทิตย์ โดยตุ๊กติ๊กจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้ไป “ในที่แปลกๆ ที่พูดภาษาของแ _่งไม่ได้...” (ตามคำของตุ๊กติ๊ก)

โลกที่ช่อมาลี แม่บ้านวัยกลางคน คุ้นเคย จำเจ และเบื่อหน่าย จึงถึงแก่กาลอวสานลง...

ช่อมาลีรำลึก สร้างตัวละคร ช่อมาลี แสงสุริยา (เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์) ขึ้นมา อย่างที่ทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทใจ ว่าเธอเป็น “เจ๊” คนนั้นจริงๆ ทั้งด้วยคาแร็คเตอร์ การแต่งเนื้อแต่งตัว (รวมถึงการพูดไม่ชัดในบางคำ) และการแสดงที่ดูเหมือนไม่ได้แสดง เยาวลักษณ์ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย และคลับคล้ายคลับคลา ว่าเราเองก็รู้จักคนแบบนี้ตัวเป็นๆ อยู่ด้วย

ตรงกันข้ามกับปานรัตน กริชชาญชัย ที่รับบท “ตุ๊กติ๊ก” เธอมีวิธีการแสดงอีกแบบหนึ่ง ที่ดูลอยๆ เหนือจริง และมักพรั่งพรูคำพูดเชือดเฉือนออกมาหน้าตาเฉย นอกจากนั้นแล้ว ปานรัตนยังทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งกำกับการแสดง เขียนบท และรับบทเป็นตัวละครอื่นๆ ในเรื่องด้วย ตั้งแต่คุณครูวิชาภูมิศาสตร์ ภาวิณี เพื่อนแสนสวยแสนเก่งจากวัยเยาว์ ที่ผันตัวไปเป็นกะหรี่ข้ามชาติ เจ๊เกียว เพื่อนบ้านแบรนด์เนมจอมจุ้น และเก๋ ลูกสาววัยรุ่นของช่อมาลี

ในบทละครของ ช่อมาลีรำลึก กล่าวซ้ำๆ เรื่องการเดินทางที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นบทพูดยาวเหยียด ว่าด้วยซิกมันด์ ฟรอยด์ และความสุขสมในชีวิตทางเพศของผู้หญิง ที่ไม่เคยได้รับจากผู้ชาย เปรียบเทียบกับการนั่งรถเมล์สาย 8 (สะพานพุทธ – แฮปปี้แลนด์) จะไปดอยช้างม่อย ซึ่งไม่มีวันไปถึง คำบอกเล่าของช่อมาลี ถึงละครวันคริสต์มาสที่โรงเรียนของลูก เมื่อไก๋ ลูกชายของเธอ ตัดสินใจเปลี่ยนบทพูดของยอแซฟ จนทำให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ไปไม่ถึงนครเบธเลเฮม จนมาสรุปลงที่การเดินทางไปกรีซ ที่ทำท่าว่าจะล่มไปเสียก่อน เพราะช่อมาลีไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นหนีไปจากชีวิตเดิมๆ ของเธอ แต่แล้ว การตัดสินใจไปกรีซ ก็ทำให้เธอได้ค้นพบตัวตนอีกครั้งหนึ่ง หลุดไปจากบทบาทแม่หรือเมีย ตลอดจนปมต่างๆ ในชีวิตที่ถูกกดทับเอาไว้ กลายเป็นปัจเจกชนที่เป็นไท เป็นอิสระ อีกครั้งหนึ่ง

น่าสนใจว่า ตลอดทั้งเรื่อง ช่อมาลีจะเป็นฝ่ายพูดคนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่บ้าน เธอก็พูดคุยกับข้างฝา แม้เมื่อเธออยู่ร่วมฉากกับตุ๊กติ๊ก ก็ดูเหมือนว่าต่างคนต่างพูด และไม่ใช่บทสนทนา (dialogue) ทว่าเป็นบทพูดคนเดียว (monologue) ของเธอเสียมากกว่า จนทำให้เราอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า จริงๆ แล้ว “ตุ๊กติ๊ก” (ตุกติก ?) มีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงภาพในใจของเจ๊ช่อ เป็นสิ่งที่เธอเองอยากเป็นอยากมีเสมอมา แต่ไม่เคยกล้าพอที่จะเลือก

อย่างที่จะเห็นว่า ขณะที่ช่อมาลีถูกเรียกขานด้วยชื่อจริง พร้อมนามสกุล ตลอดเวลา แต่ตุ๊กติ๊กกลับมีชื่อเรียกอยู่เพียงแค่นั้นตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ๊แกตัดสินใจขึ้นเครื่องบินไปกรีซ ตุ๊กติ๊กที่ไปด้วยกันก็ขอแยกตัวไปกับหนุ่มที่รู้จักกันบนเครื่องบิน ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อช่อมาลีกำลังลังเลใจว่าเธอจะทำอย่างไรกับชีวิตดี สุดท้าย เมื่อถึงวันกลับ ที่สนามบิน ตุ๊กติ๊กเองกลับเป็นฝ่ายแยกจากเธอไป เมื่อเจ๊ช่อไม่ยอมกลับเมืองไทย แต่ตัดสินใจจะใช้ชีวิตใหม่ของเธอที่นั่น นั่นก็คือ ตุ๊กติ๊กก็คือตัวตนอีกภาคหนึ่งของช่อมาลี ดังนั้น เมื่อเธอได้ประกาศอิสรภาพให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ตุ๊กติ๊กจึงไม่จำเป็นสำหรับชีวิตของเธออีกต่อไป

ถ้าทั้งหมดนี้ จะทำให้ฟังดูเหมือนว่า ช่อมาลีรำลึก เป็นละครเฟมินิสม์จ๋า พาเครียดหดหู่ ก็ต้องปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่จริงเล้ยยย... ละครเรื่องนี้ “ตลกมาก” (ขอบอก) และ “แร็งงง” อย่างฮา แฟนละครประเภทที่ชอบบทเสียดสี ขบกัด เย้ยหยันอย่างร้ายลึก น่าจะรักละครเรื่องนี้ได้โดยง่าย

ช่อมาลีรำลึก
New Theatre Society
ได้รับแรงบันดาลใจจากบทละคร Shirley Valentine ของ Willy Russell (บทดั้งเดิมได้รับรางวัล Best Comedy ของ Laurence OIivier Awards 1998) และกลอนชื่อ Waiting ของ Faith Wilding
นักแสดง เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์ / ปานรัตน กริชชาญชัย
กำกับการแสดง/เขียนบท ปานรัตน กริชชาญชัย

Cresentmoon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
26 – 30 สิงหาคม, 2 – 6 กันยายน 2552
(มีข่าวว่าจะหวนคืนเวทีใหม่ ช่วงกลางปี 2553)
เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสาร Vote ปีที่ 5 ฉบับที่ 110 ปักษ์หลัง มกราคม 2553

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แสงศรัทธาเหนือลำน้ำเจ้าพระยา


ประวัติศาสตร์ของ “เธอ” /ประวัติศาสตร์ของ “เรา”

ตามธรรมเนียมไทย การกล่าวถึงบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่สมควรพูดถึงด้านลบ หรือแง่ที่ “ไม่งาม” คำไว้อาลัยในหนังสืองานศพจึงมักเป็นข้อเขียนที่จืดชืด ด้วยว่าผู้ตายนั้นล้วนดีงามจนแทบจะเป็นพระอรหันต์ไปเสียทั้งสิ้น


การนำเสนอชีวประวัติของบุคคลชาวไทยในภาพยนตร์หรือละครก็เป็นเช่นเดียวกันนั้น คือมักมีแนวโน้มจะเป็นการสรรเสริญเยิรยอไปเสียหมด โดยเหตุนี้ ผู้เขียนบท (และผู้กำกับการแสดง) ของละครเรื่อง แสงศรัทธาเหนือลำน้ำเจ้าพระยา จึงคงพยายามระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาทำนองนั้น สำหรับละครอันเป็นชีวประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (พ.ศ. 2455 – 2550) ภริยาคู่ชีวิตของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม พ.ศ. 2443 – 2526)


ดร. จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ ผู้เขียนบทและผู้กำกับการแสดง แถลงไว้ในสูจิบัตรใบจ้อยว่า

“เมื่อตอนเป็นเด็กนั้น
ผมชอบฟังคนรุ่นคุณย่าคุณยายเล่าเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของพวกท่าน
โดยเฉพาะเรื่องของผู้คนและเหตุการณ์ในช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.
2475 หลายเรื่องที่ได้ฟังนั้นเป็นประสบการณ์ตรงของผู้เล่า
บางเรื่องก็เป็นคำซุบซิบนินทาที่เล่าลือสืบต่อกันมาปากต่อปาก
ประวัติศาสตร์ในความเข้าใจของผมนั้นจึงต่างจากการเรียงลำดับของเหตุการณ์ที่เป็นเส้นตรงอย่างในแบบเรียนที่เราเรียนกัน
แต่ประวัติศาสตร์คือประสบการณ์อันหลากหลายของผู้เห็นเหตุการณ์ที่เหลื่อมซ้อนกัน
และโยงใยอยู่กับอารมณ์และความคิดของผู้เล่า...”


ผมพบว่าการแปลความ “ประวัติศาสตร์” ในแนวทางนี้ออกมาในรูปแบบ “ละครเวที” ของ แสงศรัทธาฯ น่าสนใจยิ่ง!

แสงศรัทธาฯ เวอร์ชั่นที่นำเสนอ ณ หอประชุมของสถาบันปรีดี พนมยงค์ เลือกใช้วิธีจัดพื้นที่แสดงไว้กลางโถงที่นั่งคนดู พาดยาวจากบนเวทีไปจนถึงประตูทางออก โดยนัยนี้ ที่นั่งของผู้ชมจึงถูกแบ่งเป็นสองฟาก จัดหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางโถงปูพื้นด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปะติดปะต่อกันจนเต็ม พร้อมตั้งโต๊ะน้ำชาขนาดใหญ่ มีเก้าอี้จัดไว้รายรอบ


เมื่อละครเริ่มต้นขึ้น นักแสดงหญิงล้วน 12 คน กำลังอยู่ในบรรยากาศของงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย ตัวละครที่แสดงเป็นท่านผู้หญิงพูนศุขในวัยต่างๆ กันถึงสามคน ทั้ง น.ส.พูนศุข ณ ป้อมเพชร์ (ศศินันท์ พัฒนะ) นางประดิษฐมนูธรรม ภริยาของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปอรรัชม์ ยอดเณร) และ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ในวัยผู้ใหญ่ (ประภัสสร จันทร์สถิตย์พร) ผลัดกันเล่าถึงประวัติชีวิตของเธอ ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของตัวละครต่างๆ ที่จับกลุ่มกันพูดคุย สร้างฉากหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองให้แก่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข จากแง่มุมของตน


แน่นอนว่า งานเลี้ยงน้ำชาครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เป็นเพียงฉากสมมติแบบเหนือจริง เพื่อสร้างกาละและเทศะให้แก่เรื่องราวของละคร ที่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ระหว่างทศวรรษ 2470 – ทศวรรษ 2490


สิ่งที่ แสงศรัทธาฯ พยายามกระทำ คือการนำเสนอละครอันจะมีเนื้อหาชนิดที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า Political Correctness (ความถูกต้องทางการเมือง) ด้วยการให้พื้นที่แก่ “น้ำเสียง” หรือ “เรื่องเล่า” ที่หลากหลาย ดังนั้น นับตั้งแต่การเลือกนำเสนอประวัติศาสตร์จากแง่มุมของผู้หญิง ไปจนถึงการหยิบยกทัศนะต่างมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จากผู้หญิงต่างกลุ่มต่างฐานะในสังคม

ทว่า บ่อยครั้ง ความพยายามที่น่าประทับใจนั้น อาจเป็นคนละสิ่งกับผลสำเร็จ


ผมรู้สึกว่า นอกจากผู้ที่รับบทเป็นท่านผู้หญิงพูนศุขแล้ว นักแสดงคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็น “ใบหน้าไร้นาม” ในสูจิบัตรก็เรียกขานแต่เพียง “ท่านหญิง” “ท่านผู้หญิง” “หม่อม” “ชาววังหลวง” “ชาววังสวนสุนันทา” และ “ท่านผู้หญิงของท่านจอมพล”

สิ่งนี้ อาจเป็นผลมาจากธรรมเนียมไทยเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควรที่จะออกพระนามเจ้านาย หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจเพื่อ Play Safe ป้องกันตัวจากข้อครหาใดๆ อันพึงมีได้ง่ายดายในสังคมไทยปัจจุบัน


ผลที่เกิดขึ้นก็คือ หากเป็นผู้ชมที่ค่อนข้างมีอายุ หรือมีความสนใจในเอกสารประวัติศาสตร์จำพวกบันทึกความทรงจำอยู่บ้าง ก็อาจพอนึกออก หรือ “เดาๆ” ได้ว่า นักแสดงท่านนั้น กำลังรับบทเป็นใคร หรือเป็น “พระองค์” ใด ยิ่งถ้าเป็นผู้ชมประเภท “หนอนหนังสือ” ก็แทบจะระบุได้ด้วยซ้ำ ว่าบทพูดนั้นยกมาจากหนังสือเล่มไหน

แต่สำหรับผู้ชมทั่วไป โดยเฉพาะผู้ชมรุ่นเยาว์ ที่ไม่มีข้อมูลภูมิหลังมาก่อน ก็น่าหนักใจแทนไม่น้อย


ซ้ำร้าย เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ “ปากคำ” ของท่านผู้หญิง ล้วนมาจากฝั่งของ “ฝ่ายเจ้า” ที่บทละครจับขั้วให้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ “คณะราษฎร” / นายปรีดี พนมยงค์ / ท่านผู้หญิงพูนศุข เหมือนกับจะประกาศว่า นี่แหละ! คือ “ความถูกต้องทางการเมือง” เพราะได้ให้โอกาสทั้งสองฝ่าย “พูด” แล้ว ขณะที่ผมเอง กลับรู้สึกว่า เมื่อผู้ชมไม่รู้ว่าเป็นเสียงของ “ใคร” สิ่งที่ได้ยินก็ย่อมไม่ใช่ “น้ำเสียง” (voice) แต่กลับเป็นเพียง “เสียงหึ่งๆ” (noise) มิหนำซ้ำ เรื่องเล่าเหล่านั้น ก็มามีบทบาทเพียงช่วยชูเชิดฉายโชนตัวละครเอกฝ่ายหญิง “ของเรา” ให้เฉียบแหลมสูงเด่นขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น อะไรสักอย่างที่ดูคล้ายจะเป็น Political Correctness จึงไปไม่ถึงไหน...


ท่านผู้หญิงพูนศุขในละครเรื่องนี้ จึงยังคงเป็น “นางเอ๊กนางเอก” ผู้ยึดมั่นในธรรม สูงส่ง มั่นคง ไม่หวั่นไหว และกลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่ “แบน” อย่างยิ่ง ไม่ผิดอะไรกับคำไว้อาลัยในหนังสืองานศพ ทั้งที่บางที ในละคร ผู้ชมอาจอยากเห็นด้านที่เป็นมนุษย์ แง่มุมที่อ่อนไหว และแม้แต่อ่อนแอ ของตัวละครซึ่งเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานบ้าง




จากที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง ท่านผู้หญิงพูนศุขก็มีช่วงขณะเช่นนั้นอยู่ ดังที่บุตรีของท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่เราจะเห็นท่านผู้หญิงเดินอย่างองอาจผ่าเผยในวันที่ถูกจับ โดยมีตำรวจล้อมรอบนั้น ในมือซ้ายของท่านถือ “อะไรบางอย่าง” แนบตัวอยู่ บางคนอาจนึกว่าเป็นหนังสือ แต่ท่านผู้หญิงเล่าให้ลูกฟังในภายหลังว่า นั่นคือกล่องกระดาษทิชชู เอาไว้คอยซับน้ำตา ไม่ให้ใครเห็น...


แต่แล้ว สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ ผมพบว่าการนำเสนอที่ “คมคาย” อย่างยิ่งยวดใน แสงศรัทธาเหนือลำน้ำเจ้าพระยา กลับเป็นหญิงชาวบ้านพื้นๆ สองคน คนหนึ่งเป็นสตรีมุสลิมสวมฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะ) อีกคนก็ดูเหมือนชาวบ้านหรือแม่ค้าไทยธรรมดาๆ พวกเธอปรากฏตัวอยู่ในงานเลี้ยงน้ำชาบ่ายวันนั้นด้วย แต่แทบไม่มีบทบาทใดๆ (นอกจากในฉากยุค “มาลานำไทย” เมื่อทุกคนพากันสวมหมวก และยกมือขวาขึ้นแสดงความเคารพแบบนาซีกัน ทว่าหญิงมุสลิมในฮิญาบนั้นเป็นคนเดียวที่ไม่สวมหมวก ทุกสายตาจึงพากันจ้องมองเธออย่างแปลกแยก)

ดูเหมือนว่าเธอทั้งสองไม่มีแม้แต่บทพูด


ทว่า ความเงียบนั้นเอง กลับส่ง “สาร” และเป็น “เสียง” ที่ดังที่สุดของละครเรื่องนี้ ว่าทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของคณะราษฎร จะประกาศตั้งแต่มาตราแรกว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่ในความเป็นจริง ประเทศนี้ไม่เคยเป็นของสามัญชน พวกเธอ/เขาจึงไม่เคยมีที่ทางหรือมี “เสียง” ของตัวเองเลย


ไม่ว่าจะในประวัติศาสตร์ฉบับใด!





แสงศรัทธาเหนือลำน้ำเจ้าพระยา
ชีวิตและความทรงจำบนสายธารประชาธิปไตยไทย ของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

จัดโดยสาขาสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบัน ปรีดีพนมยงค์และศูนย์ศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร
เขียนบทและกำกับการแสดง จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์


18-20 ธันวาคม 2552 ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
22-24 มกราคม 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นางฟ้านิรนาม


นิทานของ “นางฟ้า”


นางฟ้านิรนาม สร้างบทละครขึ้นจากอัตชีวประวัติของ “เภสัชกรยิปซี” ภญ.ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ เจ้าของรางวัลแมกไซไซปีล่าสุด เธอผู้นี้คือเภสัชกรไทยผู้คิดค้นยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่เป็นต้นเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ “เอดส์” ในแบบ “ค็อกเทล” คือรวมยาหลายขนานเข้าในเม็ดเดียวกัน และผลิตออกจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น

ตัวบทดั้งเดิม เป็นละครภาษาอังกฤษ ชื่อ Cocktail (ค็อกเทล) โดย วินซ์ ลิคาต้า และ ปิง ชอง แต่แปลและปรับเป็นพากย์ไทยเพื่อการแสดงของภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนี้โดยเฉพาะ

และในเมื่อละครเรื่องนี้เป็นละครประจำปีของภาควิชาศิลปการละคร นักแสดงจึงขนกันมาอย่างคับคั่งเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่คุณครูรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก ลงไปจนถึงคุณลูกศิษย์ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ซึ่งต่างก็แสดงกันได้เต็มที่สมกับเป็น “ละครอักษรฯ” จริงๆ

เนื้อเรื่องของ นางฟ้านิรนาม เล่าย้อนไปในชีวิตของ ดร.กฤษณา ตั้งแต่วัยเยาว์บนเกาะสมุย ที่เธอได้รับการอบรมมาจากผู้ใหญ่ในครอบครัว ให้เห็นอกเห็นใจคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ จากนั้น เรื่องก็ตัดมาที่การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในประเทศไทย ที่เริ่มอย่างเงียบๆ แต่แล้วกลับลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ได้รับความสนใจใดๆ จากรัฐบาล ดร.กฤษณา ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม จึงหันเหความสนใจมาสู่การผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีขึ้นเองภายในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพายาราคาแพงจากต่างประเทศ

ในการนี้ เธอต้องต่อสู้ ฟาดฟัน ทั้งกับผู้บริหารขององค์กร นักการเมืองระดับชาติ และบริษัทยาข้ามชาติ จนในที่สุด ดร.กฤษณาก็สามารถผลิตยาแบบ “ค็อกเทล” ที่รวมตัวยาต้านไวรัสเอดส์หลายชนิดไว้ในเม็ดเดียวกันได้เป็นผลสำเร็จ และองค์การเภสัชกรรมก็สามารถผลิตจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม จนช่วยยกระดับผู้ติดเชื้อหลายแสนคนในประเทศให้มีชีวิตที่ปกติสุขขึ้นได้

แต่งานของเธอยังไม่จบแค่นั้น หลังจากที่ ดร.กฤษณา พบว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขของไทยไม่ยอมรักษาสัญญาที่ให้ไว้แก่ประชาคมนานาชาติ ในอันที่จะเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ราคาถูกให้แก่แอฟริกา เธอจึงลาออกจากองค์การเภสัชกรรม เดินทางไปแอฟริกา ท่ามกลางยุคเข็ญของสงครามกลางเมือง โรคภัยไข้เจ็บ และความอดอยาก เพื่อทำหน้าที่ของเธอต่อไป...

สิ่งที่ผมชื่นชมเป็นพิเศษสำหรับละครเรื่องนี้ ก็คือการใช้พื้นที่อันจำกัดของสตูดิโอ 4 ในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ย่านสี่แยกปทุมวัน ได้อย่างเฉลียวฉลาด

เทคนิคการใช้ฉากแบบประตูบานเลื่อนของญี่ปุ่น ตั้งขนานกันสามแนว เลื่อนเข้าเลื่อนออก ในลักษณะหลากหลาย ทั้งเปิดเผย ปิดบัง และโปร่งแสง สร้างมิติให้กับเวทีได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการฉายวิดีโอจากโพรเจ็คเตอร์ทาบทับไปบนฉาก

ผมพบว่าเวทีลักษณะนี้เอื้อต่อการเล่าเรื่องหลายๆ เรื่องให้ดำเนินไปพร้อมๆ กันได้อย่างวิเศษยิ่ง !

แต่หากจะมีสิ่งที่ทำให้อึดอัดขัดใจอยู่บ้าง ก็คือบทละครเรื่องนี้

ในวงการละครไทย หากไม่นับบรรดาละครเฉลิมพระเกียรติหรือการแสดงแสงสีเสียงตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว การแสดงละครเวทีที่เป็นชีวประวัติของบุคคลค่อนข้างจะหาได้ยาก เท่าที่นึกออกในขณะนี้ ก็มีเพียง คือผู้อภิวัฒน์ ที่เป็นชีวประวัติของท่านปรีดี พนมยงค์ โดยครูคำรณ คุณะดิลก แห่งพระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งก็คงแสดงกันหนสุดท้ายไปตั้งแต่เมื่อสักสองทศวรรษก่อน

จนมาถึงละครเรื่องนี้

คงไม่ต้องตั้งแง่ว่านี่คือบทละครจากชีวประวัติของคนไทย ที่มีฝรั่งเป็นคนเขียน แล้วคนไทยต้องไปขอลิขสิทธิ์แปลกลับมาแสดงกันอีกต่อหนึ่ง ผมรู้สึกว่า การเลือก นางฟ้านิรนาม มาแสดงในฐานะละครประจำปีของภาควิชาศิลปการละคร ก็สะท้อนคาแร็กเตอร์ของภาควิชาอยู่ในตัวเองแล้ว เพราะดูเหมือนว่า ละครของสำนักนี้ค่อนข้างชื่นชอบกับการนำเสนอเรื่องของ “ผู้หญิง” ผู้ขมขื่น ผู้ถูกกระทำ หรือออกแนวแบบ “เฟมินิสม์” หน่อยๆ อยู่เสมอ

โดยส่วนตัว ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งต่างๆ ที่ ดร.กฤษณา (ตัวเป็นๆ) ทำนั้น เธอกระทำไปด้วยความปรารถนาดี ด้วยความมุ่งมั่นสูงสุด เพื่อประโยชน์สุขของผู้ป่วยผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ก็คงไม่มีใครมีข้อกังขา

อย่างไรก็ดี เมื่อนำเสนอในฐานะบทละคร นางฟ้านิรนาม เล่าผ่านมุมมองของ ดร.กฤษณา (ในละคร รับบทโดย อ. พันพัสสา ธูปเทียน ) ดังนั้น ทำไปทำมา เธอจึงดูเหมือนจะเป็น “นางฟ้า” จริงๆ

สารที่นำเสนอในละครเรื่องนี้ ชี้ให้ผู้ชมเห็นว่ามีเพียงคนที่เห็นด้วยกับเธอ เช่นคุณอัจฉรา เลขาฯ สาว (นริศรา ศรีสันต์) หรือ ดร. ทิโด้ แพทย์ไร้พรมแดนชาวเยอรมัน (คานธี อนันตกาญจน์) เท่านั้นที่เป็น “พวกเรา” และเป็น “มนุษย์”

ในขณะที่ตัวละครซึ่งถูก “อุปโลกน์” ให้เป็น “คนอื่น” ในละครเรื่องนี้ ถ้าไม่ถูกทำให้กลายเป็น “อมนุษย์” ไปเสีย เช่น หมีแพนด้า (บริษัทญี่ปุ่นผู้ผลิตสารเคมีและผงชูรส) หรือฝูงหุ่นยนต์ครึ่งสุนัขในชุดดำ (บริษัทยาข้ามชาติ) ก็ดูเป็น "มนุษย์ประหลาดชาติไทย" ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารเลือดเย็น (ผอ. องค์การเภสัช ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเธอ) หรือคุณหญิงไฮโซจอมเพ้อเจ้อ (รัฐมนตรีสาธารณสุขที่ไม่ทำตามสัญญากับเธอ) ฯลฯ

แม้ในละครปกติทั่วไป ที่เป็น “เรื่องสมมติ” (fictional) การสร้างตัวละครแบบนี้ คือมีฝ่ายหนึ่งที่เป็น “นางเอ๊กนางเอก” อยู่ตรงข้ามกับ “เหล่าร้าย” ที่ช่างชั่วร้ายเหลือทน ก็มักจะถูกประณามว่าเป็นคาแร็กเตอร์ตัวละครที่ “แบน” สนิท แต่นี่ เมื่อ นางฟ้านิรนาม เป็นละครที่สร้างอิงกับชีวประวัติของบุคคลจริงที่ยังมีชีวิตอยู่ (การสร้าง “ความจริง” นี้มากเสียจนทำให้ช่วงแรกของละครกลายเป็นละคร “สารคดี” เสียด้วยซ้ำ) ก็น่าคิดว่า เป็นความยุติธรรมสำหรับคนอื่นๆ ซึ่งมีตัวตนจริง ร่วมลมหายใจเดียวกันในสังคม ที่จะมาปรากฏตัวในนิทานของ “นางเอกนางฟ้า” แบบนี้ หรือไม่?

การ “ตีตรา” สร้าง “ความเป็นอื่น” ยัดเยียดให้ “ฝ่ายตรงข้าม” เป็นยักษ์เป็นมาร ยังมีไม่พออีกหรือในสังคมไทยปัจจุบัน ?



นางฟ้านิรนาม
จาก Cocktail ของ วินซ์ ลิคาต้า Vince LiCata และปิง ชอง Ping Chong
แปลบทเป็นภาษาไทยโดย เพ็ญณี อรรถจินดา
ปรับบทและกำกับการแสดงโดย
ดังกมล ณ ป้อมเพชร

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
20 – 23, 25 – 30 สิงหาคม 2552


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ปีที่ 5 ฉบับที่ 108 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2552