แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

นางนาก เดอะมิวเซียม


“ผู้หญิงที่ไม่มีใครเอา ก็เหมือนของเก่าในพิพิธภัณฑ์...”



ในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา การ “ปลุกผี” แม่นาค/นางนาก ขึ้นมาในโลกปัจจุบัน ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ภายในเวลาปีเดียว มีถึงสามวิกที่ผลิตละครว่าด้วยปีศาจแห่งทุ่งพระโขนงออกมาในสามเวอร์ชั่น คือ แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล ของคุณหนูบอยแห่งซีนาริโอ แม่นาค เดอะมิวสิคัล จากฝั่งดรีมบอกซ์ และ นางนาก เดอะมิวเซียม โดย New Theatre Society
งานนี้คงทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน "แม่นาควิทยา" อย่างคุณเอนก นาวิกมูล นักค้นคว้าเรื่องเก่าคนสำคัญของเมืองไทยต้องรีบเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมกันชนิดมือเป็นระวิงทีเดียว



ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณเอนกค้นคว้ารวบรวมเรื่องเล่าและเรื่องราวของแม่นาคพระโขนงไว้ในงานชิ้นสำคัญของเขา คือ“เปิดตำนานแม่นาคพระโขนง” ซึ่งได้กลายมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญของโปรดักชั่นทั้งสามนั้นด้วย

แต่โปรดักชั่นที่ได้ใช้ประโยชน์จากงานคุณเอนกอย่างจริงจัง เห็นจะไม่มีใครเกินหน้า นางนาก เดอะมิวเซียม
ละครเรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อนายมานพ หรือมาร์ค (เกรียงไกร ฟูเกษม) วางแผนจะจัดนิทรรศการว่าด้วยเรื่องผีขึ้นในพิพิธภัณฑ์ที่เขาเป็น ผอ. อยู่ จึงว่าจ้างป้ายิ่งลักษณ์ (สวนีย์ อุทุมมา) คนทรงสาวใหญ่ ผู้กำลังต่อ ป.โท ที่อักษรฯ จุฬา ด้วยวิทยานิพนธ์หัวข้อ Trance Drama in Southeast Asia ให้มาประทับทรงนางนากพระโขนง โดยที่เธอไม่รู้ตัวว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มาร์คต้องการ คือแอบถ่ายคลิปวิดีโอนำไปใช้ประกอบนิทรรศการ

แม้ว่าทักษะในฐานะคนทรงของคุณป้าอาจน่าสงสัย แต่แล้ว ด้วยเหตุผลลึกลับบางอย่าง การเข้าทรงครั้งนั้น บังเอิญเชิญวิญญาณของนางนาก (อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์) ให้เดินทางข้ามกาลเวลามาสู่โลกยุคปัจจุบันได้จริงๆ

แต่แล้วนากกลับต้องเผชิญหน้าความจริงที่ว่า พี่มากสุดที่รักของเธอ กลับชาติมาเกิดใหม่เป็นนายมาร์ค ผู้ซึ่งไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับอดีตรักนั้นอีกต่อไป ซ้ำร้าย ในชาตินี้ เขายังมีภรรยาอยู่แล้ว คือจีน่า (ปานรัตน กริชชาญชัย) ออร์กาไนเซอร์สาวใหญ่ร้ายลึก

ปฏิบัติการช่วงชิงหนึ่งชายระหว่างสองหญิงสองยุคจึงเริ่มต้นขึ้น และทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามที่ต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้...

ตลอดเวลาสองชั่วโมงกว่าของ นางนาก เดอะมิวเซียม มะขามป้อมสตูดิโอที่สี่แยกสะพานควายแทบแตกด้วยเสียงหัวเราะของผู้ชมทุกๆ 3 นาที ชนิดที่อาจติดป้ายได้ว่า นี่คือสุดยอดละครตลกแห่งปี 2552 หากแต่ “ความตลก” ที่ ผู้กำกับการแสดง - ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ เลือกหยิบมาใช้ในระดับของตลกท่าทาง ตลกคำพูด หรือตลกหน้าตานั้น แท้จริงแล้ว คือความฉลาดในการอำพรางความรุนแรงของเนื้อหาไว้ข้างใต้ เพราะหากไม่แสดงให้เป็นละครตลก ด้วยพล็อตเดิมนี้ ก็ย่อมกลายรูปเป็นละครแนวสยองขวัญ หรือละครดราม่าหนักหน่วงได้ไม่ยาก

เมื่อเรื่องดำเนินต่อไป นางนากถึงกับวางแผนฆ่าพี่มาร์คหรือพี่มาก ตั้งแต่แกล้งเลื่อยขาบันไดที่เขาปีนเก็บผลไม้ แกล้งผลักให้เขาพลัดตกบันไดในพิพิธภัณฑ์ จนถึงแอบตัดสายเบรครถยนต์ ทั้งนี้ก็เพื่อหวังครอบครองเขาแต่เพียงผู้เดียวไปชั่วนิรันดร์ แต่แล้ว เรื่องกลับตาลปัตร เมื่อคนที่ขับรถออกไปจนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกลับกลายเป็นจีน่า

มิหนำซ้ำ เมื่อป้ายิ่งลักษณ์ถูกเรียกมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหวังจะขับไล่นางนากไปกลับไปยังภพภูมิของเธอ นั่นกลายเป็นการไปเรียกวิญญาณจีน่ากลับมาจากปรโลกอีกคน

ศึกครั้งนี้จึงยิ่งหาข้อยุติได้ยากขึ้นไปอีก...

พล็อตที่เล่าย่อๆ ให้ฟังข้างต้นนี้ ถูกเล่าสลับกลับไปกลับมากับการเล่า “ตำนาน” ของแม่นากพระโขนงอย่างมีชั้นเชิง โดยผู้เล่าเรื่อง (ศรายุทธ เพชรสัมฤทธิ์/วรรณศักดิ์ ศิริหล้า และนีลชา เฟื่องฟูเกียรติ) ซึ่งก็คงย่อความมาจากงานชิ้นประวัติศาสตร์ของคุณเอนก นาวิกมูล ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

แต่ในเมื่อเป็น นางนาก เดอะมิวเซียม เรื่องราวของเธอจึงไปไกลกว่านั้นอีก ด้วยการที่ละครกลับค่อยๆ เผยเบื้องลึก ไปจนถึงเรื่องที่ไม่เคยมีบันทึกในตำนานฉบับใด เช่นความเลวร้ายทารุณของพี่มากในอดีตชาติ การทอดทิ้งนางนากให้อยู่ตามยถากรรม จนต้องกลายเป็นผีตายทั้งกลม ไปจนถึงเกร็ดการประดิษฐ์อุปกรณ์สอยผลไม้ของเธอ ที่ทำให้เรื่อง “ผีมือยาว” กลายเป็นที่โจษจันกันไปทั้งบาง

ละครเรื่องนี้จึงเปิดโปงให้เราเห็นทั้งด้านมืดของอดีต เมื่อตำนานที่เล่าๆ กันมานั้น ถูกตัดตอนมาเล่าอย่างบิดเบือนและไม่ครบถ้วน รวมทั้งยังเผยให้เห็นด้านมืดของปัจจุบัน เมื่อพี่มาร์ค/พี่มาก ที่ใครๆ ก็รุมรักนั้น แท้จริงแล้ว เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาๆ (หรือเรียกได้ว่า “ผู้ชายเลวๆ”) ที่เห็นแก่ตัว และไม่เคยจริงจังกับใครมาตลอดทุกภพทุกชาติ

คำถามซ้ำๆ ซากๆ ที่ผู้หญิงอยากรู้และคาดคั้นจากผู้ชาย ก็คือคำถามประเภท “เธอยังรักเขาอยู่หรือเปล่า ?” “เขาสวยกว่าฉันใช่ไหม ?” “ถ้าฉันตาย อีกนานไหมกว่าเธอจะมีคนใหม่ ?”

ตรงกันข้าม คำถามเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวของผู้ชาย

ซ้ำร้าย เขาไม่แม้แต่จะมีคำตอบสำหรับคำถามพรรค์นั้น

พี่มาร์คจึงบอกเราก่อนที่เขาจะหนีจากพิพิธภัณฑ์และปีศาจทั้งสองนางไปในตอนจบ ว่า
“ผู้หญิงที่ไม่มีใครเอา ก็เหมือนของเก่าในพิพิธภัณฑ์ ไม่มีใครอยากเป็นเจ้าของหรอก (โว้ย!)”


นางนาก เดอะมิวเซียม
New Theatre Society
บทละคร นราพร สังข์ชัย และพลฤทธิ์ สมุทรกลิน
ดัดแปลงจาก พิษสวาทปีศาจเมียหลวง ของดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
ด้วยแรงบันดาลใจจาก Blithe Spirit ของ Noel Coward
กำกับการแสดง ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
มะขามป้อมสตูดิโอ
19-30 มิถุนายน และ 4-20 ธันวาคม 2552








ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ปีที่ 6 ฉบับที่ 120 ปักษ์แรก กรกฎาคม 2553

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สาวชาวนา

สาวชาวนา
เมื่อเอ็นจีโอปะทะนักวิชาการกลางเทศกาลละคร

ในระหว่างงานเทศกาลละครกรุงเทพ 2552 จากการแสดงนับร้อยรอบของกลุ่มละครต่างๆ เรื่องเดียวที่ผมมีเวลาและมีโอกาสได้ดู คือ สาวชาวนา

แต่การเลือกดูของผม ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เพราะละครเรื่องนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างสำคัญสำหรับงานเทศกาล ถึงขนาดที่คุณ “ตั้ว” ประดิษฐ ประสาททอง เลขาธิการเครือข่ายละครกรุงเทพ ระบุไว้ในสูจิบัตรของเทศกาลทีเดียว ว่าเป็นละครหนึ่งในสองเรื่องที่ได้รับการ “สั่งซื้อ” จากศูนย์ศิลปะแห่งโตเกียว (Tokyo Metropolitan Art Space) เพื่อไปร่วมแสดงในเทศกาลแม่โขงที่ญี่ปุ่น (ทางการญี่ปุ่นกำหนดให้ปี 2552/2009 เป็นปีของภูมิภาคแม่น้ำโขง)

ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ เรียกได้ว่าเป็นการชุมนุมนักแสดงระดับ “แถวหน้า” ของกลุ่มละครเมืองไทยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการ ไม่ว่าจะเป็นสามสาวแห่งบีฟลอร์ (B-Floor) : อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์, จารุนันท์ พันธชาติ และดุจดาว วัฒนปกรณ์ / คานธี อนันตกาญจน์ จาก Democrazy Studio / ณัฐ นวลแพง แห่งกลุ่มละครเสาสูง / ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ และปานรัตน กริชชาญชัย จาก New Theatre Society รวมทั้งณัฐพล คุ้มเมธา จากเบบี้ไมม์ (Babymime)

ท่านเหล่านี้ล้วนเป็น “หัวกะทิ” ของวงการละครเวทีร่วมสมัยไทยปัจจุบัน
แล้วจะมีเหตุผลใดที่จะไม่ดู สาวชาวนา เล่า ?

ละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทละครญี่ปุ่นของฮิเดกิ โนดะ (Hideki Noda) นักการละครระดับแถวหน้าของวงการละครร่วมสมัยของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ของศูนย์ศิลปะโตเกียว
แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เมื่อแปลและแปลงแล้ว เนื้อหาหลายอย่างกลับสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยได้อย่างแนบเนียนยิ่ง

สาวชาวนา เล่าเรื่องของ “มะลิ” (อรอนงค์ ศรีไทยวงศ์) เด็กสาวอายุ 15 จากครอบครัวชาวนาอำเภอตระการพืชผล ผู้ไม่อยากทำนา และหลงใหลในกรุงเทพฯ จนดั้นด้นเข้ามา เธอได้รับการอุปการะแบบ “เลี้ยงต้อย” จากอาจารย์ประวิทย์ (คานธี อนันตกาญจน์) นักพฤกษศาสตร์ผู้ศึกษาต้นไม้มีพิษ แต่ไม่เคยใยดีเธอจริงๆ มะลิจึงหันไปสนใจงานจิตอาสา กลายเป็นอาสาสมัครในทีมของนายสืบศักดิ์ (ณัฐ นวลแพง) เอ็นจีโอที่ผันตัวเองมาจากผู้กำกับหนังโป๊

มะลิทำงานอย่างจริงจังด้วยความรักที่ทุ่มเทให้แก่สืบศักดิ์ จนมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษ เพียงเพื่อจะพบว่าสืบศักดิ์ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่งานอาสาสมัคร รวมทั้งไม่ได้สนใจเรื่องการเกษตรอะไรจริงจัง หากแต่เขาใช้มัน (และเธอ) เป็นทางผ่าน เข้าสู่ความสนใจของสาธารณชน เพื่อปูทางไปยังการก่อตั้งพรรคการเมือง

สุดท้าย มะลิจึงกลับบ้าน ตั้งหน้าตั้งตาปลูกข้าว มุ่งมั่นกระทำสิ่งที่เธอปฏิเสธมาแต่เยาว์วัย พร้อมกันนั้น เธอก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกต่อไป...

ท่วงทีของละครเรื่องนี้ เป็นละครร่วมสมัย ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องด้วยการตัดสลับฉากในแนวทางของภาพยนตร์ ด้วยบรรยากาศแบบ “เหนือจริง” อันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เช่นที่ตัวละครสำคัญมักจะมี “เงา” หรือ “เสียงของจิตใต้สำนึก” ซึ่งแสดงโดยนักแสดงอีกคน คอยพันแข้งพันขาพูดจาสอดแทรกส่อเสียดอยู่ตลอดเวลา

หรือฉากรถไฟดำมะเมื่อมที่แล่นอย่างช้าๆ เหมือนลอยเลื่อนเข้าสู่สถานีรถไฟชนบทรกร้างนั้น ก็ดูจะมีนัยทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง!

และในเมื่อเป็นสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับสัญลักษณ์อื่นๆ ในโลก คือย่อมเอื้อต่อการตีความได้ต่างๆ นานาสารพัด

ในเวอร์ชั่นตามความเข้าใจของผม (ซึ่งแน่นอนว่าอาจต่างหรือเหมือน กับผู้ชมคนอื่นๆ รวมทั้งผู้กำกับ และนักแสดง) มะลิ ตัวแทนของชุมชนเกษตรไทย ในอุปมาของสตรี ถูกยื้อยุดแย่งชิงระหว่างนักวิชาการ (อย่างอาจารย์ประวิทย์ ผู้สนใจศึกษาแต่เรื่องไร้ประโยชน์ เช่นต้นไม้มีพิษ) และเอ็นจีโอ (เช่นนายสืบศักดิ์ ผู้มีอดีตคลุมเครือ และมี “วาระซ่อนเร้น”)

ทั้งสอง ในอุปมาของบุรุษ มุ่งมาดปรารถนาที่จะครอบครองมะลิ (ผ่านเซ็กส์)

ทั้งคู่ล้วนอยากให้มะลิเป็น “อะไรบางอย่าง” ตามที่ใจตนเองต้องการ

ต่างแย่งชิงกันเป็น “ปากเสียง” ของเธอ

โดยไม่มีผู้ใดสนใจจะ “ฟัง” ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรือเธออยากพูดอะไร

เรื่องจึงลงเอยด้วยการที่มะลิไม่ได้ยินเสียงของใครอีกต่อไป
หูของเธอดับสนิท
ในเมื่อไม่มีใคร “ฟัง” เธอ เธอจึงไม่ต้องการ “ฟัง” ใครเช่นเดียวกัน

แต่พร้อมกันนั้น หากจะเลือกมองโลกในแง่ร้ายดูบ้าง สาวชาวนา ก็อาจเสียดเย้ยตัวเองไปด้วยในที เพราะว่าให้ถึงที่สุด ละครเรื่องนี้ทั้งหมดก็เป็นได้เพียงการ “พยายาม” “ทำเหมือน” “เข้าใจ” “สาวชาวนา” จากมุมมองแบบชนชั้นกลางในเมือง อย่างที่นักการละครส่วนใหญ่สังกัดอยู่

ซึ่งแม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี บวกกับฝีไม้ลายมือระดับชั้นครู ด้วยความตั้งใจอย่างแข็งขัน ทว่าก็ล้วนเป็นการ “คิดแทน” ในแบบ “พูดเองเออเอง”

เรียกอีกอย่างก็คือ ผู้ชมอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า ความเข้าใจเรื่องชาวนาของ สาวชาวนา ก็อาจผิดเพี้ยน ไม่ต่างจากภาษาอีสานสำเนียงประหลาดๆ และแปลกแปร่ง อย่างที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องพูดจากัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมใด ระดับไหน เรียกแบบภาษาวัยรุ่น ก็ต้องบอกว่า “สาร” ของละครเรื่องนี้ “แวรงงงงงงงงง” จริงๆ จ้ะ!



สาวชาวนา
บทละคร ฮิเดกิ โนดะ
แปลบท ผุสดี นาวาวิจิตร
ดัดแปลงบท ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์, นิกร แซ่ตั้ง, สินีนาฏ เกษประไพ, ณัฐ นวลแพง, จารุนันท์ พันธชาติ
กำกับการแสดง นิกร แซ่ตั้ง
ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก)
3-4 พฤศจิกายน 2552


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 116 ปักษ์แรก พฤษภาคม 2553