วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล




น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล : น่าเสียดาย



ในบรรดานวนิยายทั้งหมดของ ว. วินิจฉัยกุล (คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์) ศิลปินแห่งชาติ กล่าวกันว่า น้ำใสใจจริง มีจำนวนการพิมพ์สูงที่สุด  คุณหญิงเขียนเรื่องนี้ขึ้นจากประสบการณ์ช่วงหนึ่งในชีวิต เมื่อได้ไปเป็นอาจารย์ใหม่ ร่วมบุกเบิกก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิทยาเขตต่างจังหวัดเมื่อ 40 ปีก่อน  



โดยลักษณะของ น้ำใสใจจริง ดูราวกับว่าตั้งใจเขียนเพื่อสร้างเป็นบทละครโทรทัศน์ เพราะประกอบขึ้นด้วยตัวละครจำนวนมาก ทั้งนักศึกษา เจ้าหน้าที่ อาจารย์ และแต่ละบทเป็นเหตุการณ์ หรือเรื่องขำๆ ย่อยๆ มาร้อยเรียงกันไป  จึงไม่น่าแปลกใจว่า น้ำใสใจจริง เคยถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วสองรอบ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเวอร์ชั่นที่นำแสดงโดย ศรราม เทพพิทักษ์, แคทรียา อิงลิช, เต๋า สมชาย และนัท มีเรีย นั้น ยังติดตรึงอยู่ในใจของผู้ชมจำนวนมากตราบทุกวันนี้



แต่เมื่อทางดรีมบอกซ์ตัดสินใจนำ น้ำใสใจจริง มาแปลงรูปให้เป็นบทละครเวทีซึ่งมีเวลาจำกัด จึงกลายเป็นเครื่องแสดงฝีมือ หรือ “วัดกึ๋น” ของคนเขียนบทว่า จะเก็บเนื้อหาและแก่นแกนของบทประพันธ์ไว้ได้เพียงใด ซึ่งตรงจุดนี้ คุณดารกา วงศ์ศิริ ยังคงรักษาชื่อเสียงไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง โดยเหตุที่เธอยังคงเรื่องเล่าเรื่องทั้งหมดไว้ในลักษณาการเดียวกันกับนิยาย ที่เน้นมิตรภาพและความจริงใจที่มีให้แก่กัน ทั้งในหมู่เพื่อนนักศึกษา อาจารย์ และความรักความเมตตาที่ครูมีต่อลูกศิษย์  รวมทั้งยังเก็บฉากสำคัญๆ ที่อยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไว้ได้หมด



ดรีมบอกซ์นำเสนอ น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล เป็นละครเพลงตลก (Musical Comedy) โดยยึดต้นฉบับเดิม คือย้อนเวลาไปสู่ทศวรรษ 2510 ยุค “สายลมแสงแดด” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย หนุ่มๆ สาวๆ ในเสื้อผ้าสีสันจัดจ้า ชีวิตสดใสวัยเรียน ชมรมวรรณศิลป์ งานรื่นเริง และอะไรทำนองนั้น



ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น ถือว่าโปรดักชั่นนี้ทำสำเร็จลุล่วงไปได้หมดทุกอย่างทุกประการ คือเป็นละครที่ตลกจริงอะไรจริง เสื้อผ้าหน้าผมส่วนใหญ่ย้อนยุคได้อย่างน่าเอ็นดู  ฉากมหาวิทยาลัยก็ใหญ่โตซับซ้อน มีมิติลวงตาให้ดูลึกเข้าไปได้มาก (จนรู้สึกขัดๆ กับประโยคที่ย้ำในเรื่องหลายหน ว่าเป็นมหา’ลัยบ้านนอกที่มีแค่ 2 ตึก!)



หลายๆ ฉากทำได้น่ารักมาก เช่นรถ บขส. สีส้มทั้งคันพร้อมผู้โดยสารที่วิ่งผ่านเวทีไปหน้าตาเฉย ฉากเครื่องบินที่ “สั่น” (และ “ฮา”) ทั้งลำโดยไม่ต้องใช้ไฮดรอลิก  รวมทั้งที่ “เจ็บปวด” มาก คือ “สัตว์ประหลาด” ประจำวิทยาเขต ที่ก่อนหน้านี้ไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าจะทำอย่างไรเมื่อจะนำมาอยู่บนเวทีโรงละคร



แต่เรื่องที่อยากจะชื่นชมเป็นพิเศษก็คือนักแสดง



น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล ถือว่าเป็นการ “แจ้งเกิด” บทเวทีละครเพลงของหลายๆ คน นับตั้งแต่ “ตู่” ภพธร สุนทรญาณกิจ (รับบทโจม) มุรธา ปริญญาจารย์ (อ้อมพร) “คัตโตะ” อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล (ป๊อ) “มิวสิค AF4” รัชพล แย้มแสง (โหม่ง) “กู๊ด AF5” สาธิกา ศิริปุญโญทัย (หนิง) รวมถึงธนพรรษ ญาติเจริญ (แคน) แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้ อาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักแสดงมาก่อน  บางคนเป็นนักร้องอาชีพที่เพิ่งเปิดตัวบนเวทีละคร บ้างก็เพิ่งได้รับบทสำคัญเป็นครั้งแรก แต่ละครเรื่องนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาและเธอ ว่าพร้อมสำหรับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเป็นนักแสดงมิวสิคัลต่อไปได้อีกมาก  



ส่วน “ฝ้าย AF4” ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล นั้น  หลังจากบทดราม่าหนักหน่วงใน แม่นาค เดอะมิวสิคัล มาแล้ว บทคุณหนูโลกสีชมพูอย่าง “ครีม” ย่อมไม่ใช่ปัญหา  เมื่อได้ฟังน้ำเสียงใสไพเราะของเธออีกครั้ง ก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ตอนรีวิว แม่นาค ว่า เธอควรหันมาเอาดีทางนี้อย่างจริงจังได้แล้ว!
 
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ “บอย AF3” สิทธิชัย ผาบชมพู ผู้รับบท “ทัดภูมิ” ซึ่งว่าที่จริง ทั้งในนิยายและในละครเวอร์ชั่นนี้รับบทโดดเด่นที่สุด เพราะเรื่องทั้งหมดเล่าโดยผ่าน “น้ำเสียง” และ “มุมมอง” ของเขา  แต่ทั้งที่บอยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งภาพยนตร์โรงใหญ่และละครทีวีหลายเรื่อง แต่เขากลับ “เล่น” ละครเพียงแบบ “ผ่านๆ”  มิหนำซ้ำ บอยต้องเล่นประกบกับ “อ้อมพร” มุรธา ซึ่งแม้จะหน้าใหม่ แต่เธอทั้งเล่นใหญ่เล่นเต็ม และใช้ความไตร่ตรองกับจังหวะที่คิดคำนวณล่วงหน้ามาแล้วเป็นอย่างดีเสมอ  ตัวละครทัดภูมิก็เลยดู “ดร็อป” ไปอย่างน่าเสียดาย         



เมื่อพระเอกไม่ยอมเป็น “พระเอก” น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล ก็ยังเหลือพระเอกตัวจริงอีกหนึ่ง นั่นคือบทเพลงกว่า 30 เพลง ซึ่งมี “ครูไก่” สุธี แสงเสรีชน Commentator ของคอนเสิร์ต AF เป็นผู้แต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีใหม่ทั้งหมด  ด้วยคำร้องของโดยคุณดารกา วงศ์ศิริ เช่นกัน 



สำเนียงดนตรีของน้ำใสใจจริง คือเพลงการของเมืองไทยยุคทศวรรษ 2510 หรือปลายยุค 60’s ต่อต้นยุค 70’s อันมีทั้งลิเก เพลงลูกทุ่ง สุนทราภรณ์ เพลงมาร์ช โฟล์คซอง ร็อค R&B และดิสโก้  หรือเรียกได้ว่าตั้งแต่เพลิน พรหมแดน ไปจนถึงคาร์ลอส ซานตาน่า ล้วนถูกจับมารวมกันไว้ได้อย่างสุดเท่และน่าทึ่งในมิวสิคัลเรื่องนี้



หลายเพลงที่มีท่อนฮุกย้ำๆ ซ้ำๆ ก็ติดหูผู้ชมผู้ฟังกลับบ้านไปด้วย เช่น “บ๊อย...บอย” ของนายโหม่งกับหมาบอยคู่ใจ หรือ “เรื่องด่วนธรรมดา เรื่องด่วนมาก เรื่องด่วนจี๋” ซึ่งเป็นเพลงประจำกลุ่มคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย อันประกอบไปด้วยคาแรกเตอร์โดดเด่นระดับ “เอ๋” นรินทร ณ บางช้าง, “ตุ๊ยตุ่ย” พุทธชาด  พงษ์สุชาติ  และ “ไก่ สะมะ” สมพล  ปิยะพงศ์ศิริ  ที่ยังทำให้ยิ้มได้เมื่อนึกถึง



แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ ละครที่ตั้งใจทำกันถึงขนาดนี้ กลับมีคนดูบางตา กวาดตามองดูใน M Theatre แล้วเรียกได้ว่าแทบไม่ถึงครึ่งโรงด้วยซ้ำ ลองถามๆ ดู เพื่อนหลายคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีมิวสิคัลเรื่องนี้อยู่ในโลก 



บอกได้คำเดียวครับ ว่าน่าเสียดาย

ทั้งสำหรับทางดรีมบอกซ์เอง และน่าเสียดายสำหรับผู้ชม



น้ำใสใจจริง เดอะ มิวสิคัล

บทละคร และคำร้องดารกา  วงศ์ศิริ
กำกับการแสดง:  สุวรรณดี จักราวรวุธ
กำกับและประพันธ์ดนตรี:  สุธี  แสงเสรีชน

M Theatre
20-22 , 27-29 สิงหาคม และ 3-5 กันยายน 2553


เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ ธันวาคม 2555

The Merry Widow




แม่ม่ายหรรษา ณ ศาลายา

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา จุลอุปรากร (operetta) เรื่อง The Merry Widow ของฟรานซ์ เลฮาร์ (Franz Lehar) เคยถูกนำขึ้นเวทีในกรุงเทพฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหน อาจเพราะด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ทั้งยังมีเพลงไพเราะที่รู้จักกันดีอีกหลายเพลง  ล่าสุด ภาควิชาขับร้องสากล (Vocal Department) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เพิ่งจัดการแสดงขึ้นอีก 4 รอบ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2553

          นับตั้งแต่ออกแสดงครั้งแรกเมื่อ 100 กว่าปีก่อน The Merry Widow หรือชื่อดั้งเดิมในภาษาเยอรมันคือ Die lustige Witwe ก็ได้รับความสำเร็จอย่างสูง  ฉบับภาษาอังกฤษได้รับความนิยมทั่วโลก และยังคงมีการแสดงในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกาอยู่เสมอ  

ในฉบับดั้งเดิม จุลอุปรากร The Merry Widow หรือแม่ม่ายหรรษานี้ เกิดขึ้นที่กรุงปารีส ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 เป็นเรื่องของนางฮันนา (Hanna Glawari) แม่ม่ายสาวสวย ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับมรดกจากสามีมหาเศรษฐีนายธนาคารสูงวัยที่ถึงแก่กรรมหลังการแต่งงานไม่นาน  บังเอิญว่าเธอคือพลเมืองของ “ปอนเตเวโดร” ราชรัฐยุโรปตะวันออกเล็กจิ๋วที่ใกล้จะ “ถังแตก” เต็มที  เมื่อเธอเดินทางมายังกรุงปารีส  คำสั่งที่สถานทูตได้รับมาก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ให้เธอแต่งงานกับชายต่างชาติ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็คือพึงหาทาง “จับ” ให้เธอแต่งงานใหม่กับคนชาติเดียวกัน เพื่อไม่ให้เงินตรามหาศาลนั้นไหลออกนอกประเทศ 

บารอนเซต้า (Baron Mirko Zeta) เอกอัครราชทูตจึงออกคำสั่งให้เคานท์ดานิโล (Count Danilo Danilovitsch) เลขานุการเอกหนุ่มโสดเป็นผู้รับผิดชอบในการ “จับ” ฮันนา “เพื่อชาติ”  โดยหารู้ไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ทั้งคู่เคยเป็นคนรักกันมาก่อน หากแต่ด้วยความที่ฝ่ายหญิงเกิดในครอบครัวยากจน ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้ดีมีตระกูล ทั้งสองจึงถูกกีดกัน  จนถึงขั้นที่ดานิโลถูกจับส่งไปทำงานสถานทูตในปารีส แล้วเลยกลายเป็นหนุ่มเสเพลที่ไม่ทำงานทำการอะไร เอาแต่สิงสถิตอยู่กับสาวๆ ในร้านแมกซิมส์ แหล่งรวมสาวๆ เลื่องชื่อของปารีส

เมื่อพบกันอีกครั้ง ปมฝังใจเรื่องความรักและเงินตราก็ยังกีดกันให้ฮันนาและดานิโลต้องปั้นปึ่งใส่กัน ทั้งที่จริงๆ แล้วยังรักกันอยู่  ดานิโลประกาศว่าเขาไม่มีวันจะยอมเกี้ยวพาเธอเพียงเพราะเงิน ขณะที่ฮันนาก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับใครจนกว่าจะได้ยินเขามาสารภาพรักต่อเธอ  

และแน่นอน  เรื่องราวแนวพ่อแง่-แม่งอนแบบนี้จะลงเอยเช่นไร ย่อมไม่ยากเกินคาดเดา

          เมื่อ 20 กว่าปีก่อน The Merry Widow เคยขึ้นเวทีโรงละครแห่งชาติ โดยกลุ่ม Bangkok Music Society ในครั้งนั้น มีการปรับเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่องให้เป็นสถานทูตปอนเตเวโดรประจำบางกอก ในยุครัชกาลที่ 5 ทศวรรษ 1880 ทั้งยังปรับให้มีตัวละครเป็นเจ้าหน้าที่ชาวสยามประจำสถานทูตด้วย

มาในปีนี้ ละครร้องโปรดักชั่น “ศาลายา” ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ที่น่าสนใจไปอีกแบบ ด้วยการใช้สถานที่เป็นกรุงเทพฯ เช่นกัน ทว่า ขยับช่วงเวลาใหม่เป็นยุคทศวรรษ 1930 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เป็นสถานทูตของ “มอนเตเนโกร” ประจำกรุงเทพฯ  แปลงร้านแมกซิมส์ของดานิโลเป็นโรงน้ำชาเซ็งซิม  มิหนำซ้ำ ยัง “บิด” ตัวละครใหม่ เช่นเยกุส (Njegus) ซึ่งแต่เดิมเป็นเลขานุการประจำสถานทูต ในฉบับนี้กลับกลายเป็นกุมารทองที่อาศัยอยู่ในศาลพระภูมิของสถานทูตมอนเตนิโกรแทน!

          การเลื่อนจากปอนเตเวโดรมาเป็นมอนเตเนโกร (คุ้นๆ กับชื่อนี้บ้างไหม ? ดูเหมือนจะมี “ใครบางคน” ชอบไปอยู่แถวนั้น) รวมทั้งเปลี่ยนที่เกิดเหตุให้เป็นกรุงเทพฯ อาจขับเน้นให้ประเด็นแก่นแกนดั้งเดิมของเรื่อง คือความย้อนแย้งระหว่างเงินและความรัก คมคายและดู “ร่วมสมัย” ขึ้นอีก

          และเนื่องจากเวทีของหอแสดงดนตรีของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ (MACM - Music Auditorium, College of Music, Mahidol University) ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการแสดงละคร (เช่นเวทีหน้ากว้างแต่ตื้น ไม่มีหลืบเวทีสองข้าง ฯลฯ)  การออกแบบฉากอย่างเฉลียวฉลาดภายใต้ข้อจำกัดนี้ยังกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ได้ผลน่าสนใจ  นอกจากพื้นเวทีที่ทำให้ดูเหมือนปูหินอ่อนลายตารางหมากรุกแล้ว อุปกรณ์ประกอบฉากในเรื่องนี้มีเพียงฉากบานพับแบบพับสองหรือสามทบหลายสิบแผง กับเก้าอี้อีกจำนวนมาก ซึ่งใช้นักแสดงเป็นคนหยิบออกมาจัดวาง แต่ก็ได้ผลคุ้มค่าในการสร้างพี้นที่ (space) สารพัดรูปแบบตามที่ละครต้องการ


          นอกจากนั้น อาจเพื่อให้เรื่องดูง่ายขึ้น กระชับ และใช้เวลาแสดงไม่นานนัก (ราว 1.40 ชั่วโมง) บทละครสำหรับฉบับศาลายานี้จึงถูกลดทอนเหตุการณ์และตัวละครลง แต่ก็ยังคงอรรถรสและบทเพลงที่คุ้นหูไว้ได้ทั้งหมด

          ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่เป็นผลมาจากการทำงานของทีมนานาชาติแห่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทั้งในฝ่ายคณาจารย์ที่ดูแลเรื่องเพลงการ กับงานด้านบทและโปรดักชั่นที่ใช้ “มืออาชีพ” ล้วนๆ เช่น โยอาคิม รัธเก้ (Joachim Rathke) ผู้กำกับการแสดงผู้เจนเวทีโอเปร่า ก็บินตรงจากเยอรมนีเพื่องานนี้ หรือการออกแบบลีลาโดยฝีมือระดับ ดร.นราพงศ์  จรัสศรี เป็นต้น

          ส่วนในแง่ผู้แสดงที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปริญญาตรี จนถึงนักศึกษาระดับปริญญาโทของภาควิชาขับร้องสากล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์บ้าง  นักแสดงนำส่วนใหญ่ย่อมร้องเพลงได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว เพราะก็ล้วนเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง จึงรับประกันความไพเราะได้  แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ในแง่การแสดง นักศึกษาหลายคนทำได้ดีทีเดียว ก็เรียกได้ว่า “มีแวว” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ทั้งหมดนี้เป็นการเล่นและร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง ทั้งนี้ อาจเพราะน้องๆ เหล่านี้ผ่านงานโปรดักชั่นโอเปร่ามากันคนละหลายเรื่องแล้วก็ได้ - ตามที่แต่ละท่านระบุโพรไฟล์ประสบการณ์ยาวเหยียดไว้ในสูจิบัตร

หากแต่จะระบุชื่อ หรือวิจารณ์ไปรายตัวในที่นี้ก็ยังติดขัด ด้วยว่าไม่สามารถอ่านชื่อของเขาและเธอออกเลย เพราะในสูจิบัตรมีแต่ภาษาอังกฤษ กับการถอดถ่ายชื่อไทยออกเป็นอักษรโรมัน ซึ่งคาดเดาได้ยาก ว่าจริงๆ แล้วจะเขียนในภาษาไทยว่าอย่างไร

          เอาเป็นว่า ในฐานะละครร้องของนักศึกษา ผู้ชมคนนี้ขอให้เกรด B+ ครับ


The Merry Widow

ประพันธ์เพลง: Franz Lehar

กำกับการแสดง: Joachim Rathke

อำนวยเพลง: Ernest Jennings

นักแสดง: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

MACM มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม

11-13 พฤศจิกายน 2553
เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ สองปีให้หลังจากชม ธันวาคม 2555

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

เด๊ดสะมอเร่






เทิ่ง สติเฟื่อง (บรรยง เสนาลักษณ์ 2476 - 2545) พิธีกรโทรทัศน์และนักโฆษณายุคบุกเบิกตั้งแต่สมัยช่อง 4 บางขุนพรหม ผู้เป็นต้นทางของคาแรคเตอร์ “ตุ้งติ้ง” ในทีวีไทย คือต้นตำรับคำแสลงสุดเหวี่ยงหลายๆ คำ เช่น "เริ่ดสะแมนแตน" (เลิศ!เลิศ!เลิศ!) "ส.บ.ม.ย.ห." (สบายมาก-อย่าห่วง)
“เด๊ดสะมอเร่” ก็คือหนึ่งในนั้น


หลายสิบปีก่อน คุณเทิ่งหยิบเอาชื่อและท่อนฮุคจาก That’s Amore (แปลได้ประมาณว่า นั่นแหละคือรัก!) เพลงฮิตยุคทศวรรษ 1950 ของดีน มาร์ติน มาแผลงเป็น “เด๊ดสะมอเร่” ในความหมายว่า ตายแล้วเรียบร้อย


มาถึงปีนี้ นพพันธ์ บุญใหญ่ หยิบเอาคำของเทิ่ง สติเฟื่อง (รวมทั้งเพลงของดีน มาร์ติน) มาพลิกความหมายกลับไปอีกด้านหนึ่ง โดยใช้เป็นชื่อละครเวทีของเขา


เมื่อดูจบ ผมรู้สึกว่านพพันธ์กำลังจะบอกคนดูว่า ละครของเขาคือเรื่อง “ความตายที่รัก” (Death’s Amore)


น่าเสียดายที่ (เท่าที่ผมเห็น) ไม่ได้มีการระบุที่มาของคำคำนี้ไว้ตรงไหนเลย ทั้งที่น่าจะต้องให้เครดิตแก่คุณเทิ่ง ผู้ล่วงลับไปแล้วบ้าง รวมทั้งยังจะเป็นการสืบต่อประวัติของคำไว้ให้ “เด็กๆ” ได้รู้กันด้วย


เมื่อเริ่มเรื่อง ชายเสื้อฟ้า (คานธี อนันตกาญจน์ - นักดนตรีและนักแสดงละครเวทีที่แสนจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการ) ปรากฏตัวขึ้นในห้องแปลกๆ ที่มีเก้าอี้แค่สองตัว ชายชุดดำ (“งิ่ง” - รัชชัย รุจิวิพัฒน์ นักแสดงละครใบ้จากกลุ่ม babymime) คนที่นั่งข้างเขา ใส่เชิร์ตดำ สูทดำ รองเท้าดำ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีน ในมือถือถ้วยกาแฟร้อนยกขึ้นจิบ
ชายชุดดำเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “จะไปกันหรือยัง?”


เรื่องก็กลายเป็นแบบที่พอจะเดาๆ กันได้

ชายเสื้อฟ้า ตายแล้ว สิ้นชีพ ซี๊แหง๋ เท่งทึง และ “เด๊ดสะมอเร่” แต่เขายังไม่รู้ตัว
ชายชุดดำ เป็น “ใครบางคน” ที่มีหน้าที่ต้องมาพาชายเสื้อฟ้าไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ในห้องประหลาดนั้น เราค่อยๆ ปะติดปะต่อ “ชีวิต” ที่ชายเสื้อฟ้าทิ้งไว้เบื้องหลัง
อดีตวัยเยาว์ที่เขาชอบ “แต่งหญิง” และร้อง “เพลงสุดท้าย” ชีวิตวัยเรียนที่ไม่มีใครคบ งานผู้กำกับหนังโฆษณาที่เขากำลังทำอยู่ สาวคนรักของเขา รวมทั้ง “กิ๊ก” ที่นั่งมาในรถกับเขาขณะประสบอุบัติเหตุแท่งปูนกั้นทางด่วนถูกรถอีกคันหนึ่งชนจนหลุดตกมาทับรถ จนเสียชีวิตทั้งคู่


สิ่งที่เขาเคยอยากทำ เคยผัดผ่อนไว้ว่าค่อยทำวันหลัง คนที่เขาคิดว่าจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ จึงยังไม่ต้องไปเจอ ทุกอย่างกลายเป็นอดีตสัมบูรณ์ กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้


แต่แล้ว ชายชุดดำก็ได้รับคำสั่งจาก “หัวหน้า” ให้ไปทำธุระอย่างอื่นก่อน จึงสั่งให้เขารออยู่กับที่
ก่อนที่จะมีหญิงสาวชุดขาวพองท่าทางแปลกๆ อีกคน (สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล) มาคาดคั้นให้เขาไปกับเธอแทน ก่อนจะถูก “หัวหน้า” เรียกไปอีกคน


ยังไม่นับรวมคนอื่นๆ ที่ผ่านมาพบเจอเขาในระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮิปปี้สุดเซอร์ (สายฟ้า ตันธนา) ที่ท่าทางเหมือนคนขายของเร่แบกะดิน หรือนักพรตฮินดู (?) ผู้มากับผมมวย ชุดขาว และมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ


หากแต่ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดของชายเสื้อฟ้า คือเขาต้องกรอกแบบฟอร์ม
แบบฟอร์มที่ให้ระบุความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิต เพื่อจะได้เก็บรักษาไว้กับตัวเขาในระหว่างที่ต้องรอคอยไปอีกแสนนาน
แต่แล้วเขากลับไม่สามารถนึกถึงอะไรได้เลยสักอย่างเดียว...
เขาไม่เคยมีความทรงจำดีๆ ใดๆ ในชีวิต !


ทั้งเจ้าหน้าที่ชุดดำและชุดขาวจึงช่วยคิดให้ว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรที่เขาอยากมีอยากได้ แต่ยังไม่เคยมีเคยได้ และคำตอบจากชายเสื้อฟ้าคือ “รางวัลออสการ์”

ชายชุดดำและหญิงชุดขาวจึงช่วยกันจัดฉากงานแจกตุ๊กตาทองประจำปี 2011 เพื่อหวังจะให้อดีตผู้กำกับหนุ่มใช้เป็นความทรงจำนำติดตัวไปแทน


เด๊ดสะมอเร่ เป็นละครตลก ที่ตลกจริงอะไรจริง แต่พร้อมกันนั้น ก็เป็น “ตลกร้าย” (black comedy) ที่เล่นกับเรื่องอันเป็น “หลุมดำ” ของชีวิตอย่างเช่น “ความตาย”


ในโลกหลังความตายของ “เด๊ดสะมอเร่” ก็ดูจะไม่ต่างกับโลกของคนเป็นเท่าใดนัก มีบัตรคิวให้นั่งรอเรียก มีการปัดแข้งปัดขาระหว่างชายชุดดำและหญิงสาวชุดขาวที่ดูเหมือนจะทำงานแบบเดียวกัน แต่คนละแผนก


และที่ดูผิดแปลกไปจากสิ่งที่คนมักคาดคิดกันก็คือ ดูเหมือนว่า ชายชุดดำกำลังจะมารับเขาไปสถานที่บางแห่งที่ “คล้ายๆ สวรรค์” คือเต็มไปด้วยคนดี พระสงฆ์ ยายชี ผีบรรพบุรุษที่น่าเบื่อหน่าย ขณะที่สาวชุดขาวก็เชียร์ให้เขาไปกับเธอ ไปยังสถานที่อีกแห่ง ที่ซึ่งจะทำเรื่องหยาบช้าลามกกันได้ตลอดกาล


จะไปไหนอย่างไร หรือสุดท้ายแล้ว ความทรงจำ (หรือการลืมเลือน) ที่จะติดตัวเขาไปคืออะไร ล้วนเป็นการตัดสินใจของชายเสื้อฟ้าคนนั้น

เด๊ดสะมอเร่ นำเสนอในท่วงทีแบบละครแอบเสิร์ด (และแอบฮา) ทว่า พร้อมกันนั้น ละครเรื่องนี้ก็ “ตบหัว” คนดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยการตั้งคำถามเอากับการมีชีวิตอยู่

ตั้งแต่ตอนเริ่มเรื่อง ชายเสื้อฟ้าได้บัตรคิวหมายเลข 555
เมื่อหยิบตั๋วละครเรื่องนี้ขึ้นมาดู ของแต่ละคนก็ล้วนเป็นบัตรคิวเช่นกัน อย่างตั๋วของผม และเท่าที่เหลือบดูของคนข้างๆ เห็นเป็นหมายเลขลำดับ 600 ขึ้นไป แล้ว...


ใครจะเป็นรายต่อไป


เด๊ดสะมอเร่ (รีสเตจ)บทละครและกำกับการแสดง นพพันธ์ บุญใหญ่
นักแสดง คานธี อนนันตกาญจน์ / รัชชัย รุจิวิพัฒน์ / สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล / สายฟ้า ตันธนา
Cresent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
ตุลาคม 2553


เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ มีนาคม 2555

ละครซ้อนละครซ้อนละครซ้อน























มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ละครเวที รัก (ทะ) ลวงตา มีตัวบทที่แยบคายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมารวมกับนักแสดงระดับ “ตัวพ่อตัวแม่” ของวงการละครเวที “นอกรัชดาลัย” (เลียนแบบ Off-Broadway) ทั้งดุจดาว วัฒนปกรณ์, นพพันธ์ บุญใหญ่, ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, ปานรัตน กริชชาญชัย รวมถึง “ครูป้อม” ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้กำกับการแสดงที่โดดลงไปร่วมแสดงเองด้วย ล้วนทำให้ละครเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ที่นักดูละครเวทีย่อมไม่ควรพลาด


แล้วผู้เขียนจะยอมพลาดได้อย่างไร ?

รัก (ทะ) ลวงตา แปลและดัดแปลงมาจากบทละครเรื่อง Private Eyes ของ Steven Dietz เคยนำออกแสดงมาแล้วในฐานะละครคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ได้รับคำสรรเสริญ และรางวัลสีสันอวอร์ดมาตั้งแต่ครั้งนั้น


เมื่อดูจบแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าของเขาดีจริง!


สิ่งที่คนดูได้เห็นใน รัก (ทะ) ลวงตา ไม่ใช่แค่ละครซ้อนละคร แต่เป็นการซ้อนเหลื่อมของเรื่องเล่ามากมาย เมื่อสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น ทุก “เม็ด” ของละครเรื่องนี้เปรียบเสมือนการลวงล่อผู้ชมไปตามเขาวงกต เพื่อให้ไปพบกับทางตันบ้าง ทางเดิมที่เดินผ่านมาแล้วบ้าง หรือไม่อีกทีก็เป็นทางสามแพร่งสี่แพร่ง เมื่อเรื่องที่เราเคยเข้าใจอย่างหนึ่ง ในอีกพริบตาเดียว อาจกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไป


เขียนอย่างนี้ คนที่ไม่ได้ดูต้องงง ถ้าจะยกตัวอย่าง “หยาบๆ” ก็คงเป็นทำนองนี้
เมื่อละครเริ่มต้นขึ้น ดูเหมือนเป็นการออดิชั่น (audition - คัดเลือกนักแสดง) ของละครเรื่อง รัก(ทะ) ลวงตา ผู้กำกับการแสดง (นพพันธ์ บุญใหญ่) ให้นักแสดงสาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ลองซ้อมบทให้ดู แต่แล้วจู่ๆ กลับมีผู้กำกับฯ อีกคน (ปวิตร มหาสารินันทน์) ลุกขึ้นจากแถวที่นั่งคนดูพร้อมกับสั่งหยุดพัก สิ่งที่เราเห็นมาแต่แรกจึงเป็นการซ้อมฉากออดิชั่นตอนต้นของละคร โดยนพพันธ์และดุจดาวซึ่งเป็นนักแสดงคู่สามีภรรยา เมื่อละครดำเนินต่อไป คนดูจึงค่อยๆ รู้ว่าการซ้อมละครเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นเพียงหน้าฉากของเรื่องชู้สาวระหว่างผู้กำกับฯ ปวิตรกับดุจดาว ที่ต้องแอบหลบๆ ซ่อนๆ ท่ามกลางความหวาดระแวง แม้ว่าเขาจะทำทีเสมือนไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ หากแต่ที่จริงแล้ว นพพันธ์รู้ดีว่าเขากำลังถูกสวมเขา จึงวางแผนล้างแค้นด้วยการสมคบกับสาวเสิร์ฟท่าทางประหลาดๆ (ปานรัตน กริชชาญชัย) ที่เขาเองก็แอบมีสัมพันธ์สวาทอยู่ วางยาพิษปวิตรและดุจดาวจนทั้งสองคนตายคาโต๊ะอาหาร เหตุการณ์นี้ถูกขัดจังหวะโดยจิตแพทย์ (ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช) ซึ่งลุกขึ้นโวยกับนพพันธ์ว่า เรื่องที่เขาเล่ามาทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจริงๆ หรือเป็นแต่ความคิดของนพพันธ์ ก่อนที่จะกลับตาลปัตรไปอีกครั้ง เมื่อจิตแพทย์ที่เห็นนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นแค่นักแสดงอีกคนที่มาออดิชั่นกับผู้กำกับนพพันธ์ แล้วต้องเดินคอตกออกจากห้องไปเมื่อไม่ได้รับคัดเลือก…

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น...


สิ่งที่ได้เห็นในละครเรื่องนี้ ก็คือการสร้าง “ความลวง” ขึ้นมา โดยเล่นกับความเป็น “สมมติ” ของละครเวทีได้อย่างเต็มเหนี่ยว ชนิดที่ภาพยนตร์ก็คงทำไม่ได้ เนื่องจากละครเวทีนั้น คนดูต้องยอมรับข้อตกลงเบื้องต้นบางประการว่าทั้งหมดที่เห็นนั้น เป็นเพียงการสมมติขึ้นมา เวที ฉาก นักแสดง บทบาท อุปกรณ์ประกอบฉาก ทุกอย่างวางอยู่บนเงื่อนไขที่ว่านี้ ต่อให้เป็นนักแสดงชั้นเซียน ทว่าคนดูก็ยังต้องช่วยประกอบสร้าง “ความสมจริง” ขึ้นเองในใจไม่น้อยกว่าครึ่งค่อน


แต่แล้ว บทละครกลับหักหลังคนดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องเล่าทั้งหมดทับซ้อนกันหลายชั้น ไปๆ มาๆ แล้ว แม้ว่าจะดูคล้ายเป็นเรื่องเล่าของนพพันธ์ แต่เอาเข้าจริง เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องเล่าของใครกันแน่ มิหนำซ้ำ เรื่องทั้งหมดก็ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นที่ตรงไหน หรือจะจบเมื่อไร เมื่อใดคือการซ้อม เมื่อใดคือการออดิชั่น ส่วนไหนคือบทละคร ส่วนไหนคือเรื่องเล่าของตัวละคร การสร้างความลวงนี้ ดำเนินไปถึงระดับที่ให้นักแสดงใช้ชื่อจริงของตัวเป็นชื่อในบทละครทุกคน เหมือนกับว่าทุกคน “เล่นเป็นตัวเอง” ซ้อนไปอีกชั้น ยิ่งทวีความ “งงงวย” (ระคนกับความมันส์ในอารมณ์...) ให้แก่ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้านี้ มี “เรื่องจริง” หรือ “ความจริง” อยู่ตรงไหนบ้าง


นั่นอาจเป็นเหตุผลที่บทละครในภาษาอังกฤษเดิมจึงมีชื่อเรื่องว่า นักสืบเอกชน หรือ Private Eyes เพราะผู้ชมจะค่อยๆ กลายร่างเป็นนักสืบ คอยสังเกต ระแวดระวัง และเฟ้นหา “ความจริง” ไปโดยปริยาย
ชื่อ รัก(ทะ)ลวงตา จึงให้ความหมายยอกย้อนแย้ง อ่านได้หลายแบบ จะอ่านว่า “รักลวงตา” หรือ “รักทะลวงตา” ก็ได้ นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่ฉลาด เล่นกับภาษาได้คมคาย ว่านี่คือละครว่าด้วยรักที่ทั้ง “ลวงตา” (คือทำให้ไม่เห็น หรือเห็นเป็นอย่างอื่น) ขณะเดียวกันก็ “ทะลวงตา” (คือทำให้เห็นชีวิตในฐานะเรื่องเล่า) ไปพร้อมกัน


ยิ่งไปกว่านั้น ผู้กำกับยังเลือกจัดเวทีแบบสนามกีฬา ทำนองเดียวกับเวทีมวยหรือบ่อนไก่ คือมีที่นั่งคนดูรอบทิศทาง ดังนั้น ผู้ชมแต่ละด้านย่อมได้ชมละครเรื่องนี้จากมุมที่แตกต่างกัน และย่อมได้รับ “ข้อมูล” ที่ไม่ครบถ้วน ไม่ “รอบด้าน” เช่นเดียวกับที่ตัวละครก็เลือกเล่าเรื่องผ่าน “มุมมอง” ของตนเช่นกัน


ทว่า บทละครที่ฉลาดขนาดนี้ และนักแสดงชั้นแนวหน้าของประเทศที่ประชันบทเชือดเฉือนกันจนแทบไม่มีเวลาหายใจแบบนี้ ก็อาจมีข้อด้อยอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ชมที่ไม่ฉลาดเฉลียวนัก (เช่นผู้เขียนเป็นต้น) เวลาเจอไดอาล็อกยาวๆ ซับซ้อนๆ แล้วคิดตามไม่ทัน บางครั้ง (ขอย้ำว่าแค่บางครั้ง) เลยถอดใจ จนเกือบจะถอยจิตสู่ภวังค์นิทรา...
รัก (ทะ) ลวงตาดัดแปลงบท/กำกับการแสดง ปวิตร มหาสารินันทน์
นักแสดง ปวิตร มหาสารินันทน์, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, นพพันธ์ บุญใหญ่, ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, ปานรัตน กริชชาญชัย
หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
14 – 25 กันยายน 2553

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Vote ปีที่ 7 ฉบับที่ 151 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2554

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย

คำสารภาพของนักถ้ำมอง

ชายชาวญี่ปุ่นแปลกหน้าสองคน พบกันในสวนสาธารณะชานเมืองแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ พวกเขาจ้องมองควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นจากปล่องเมรุของวัดใกล้ๆ บทสนทนาของคนพลัดถิ่นสองคน เริ่มต้นจากการบ่นเรื่อยเปื่อย ความหอมหวานของชีวิตวัยเยาว์ เมืองไทยแบบ “ที่เคยเป็น” เมื่อก่อน เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เบียดเบียนความเป็นมนุษย์ ก่อนจะเรื่องราวจะค่อยๆ ร่วงหล่นลงไปสู่ด้านที่หม่นมัว

ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย เป็นละครเล็กๆ ที่มีเพียงชายญี่ปุ่นสามคน แสดงเป็นภาษาญี่ปุ่น (คั่นด้วยภาษาไทยนิดๆ หน่อยๆ) พร้อมกับมีตัวอักษรบรรยายภาษาไทยและอังกฤษประกอบ นักแสดงประกอบด้วยยาโน คาซูกิ นักแสดงอาวุโสชาวญี่ปุ่นที่คนไทยคงคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากภาพยนตร์อย่าง Seasons change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกคนคือฟูโตชิ ฮาชิโมโตะ และสุดท้ายคือตัวของโชโกะ ทานิกาวา ผู้เขียนบทและผู้กำกับการแสดงเอง

โชโกะ ทานิกาวา หนุ่มนักการละครชาวญี่ปุ่น กลับมาอีกครั้งกับปมปัญหาเดิมที่เขาพัฒนาขึ้นอีกจนเริ่มเห็นได้ชัดเจน และกลายเป็นเหมือน “ลายเซ็น” ของเขาไปแล้ว นั่นก็คือบทละครที่ว่าด้วยเรื่องของ “ความแปลกแยก” กับเรื่อง “ภาษา”

แม้ว่าประเด็นเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยม หากแต่จุดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับคนอื่นๆ ที่ชอบพูดถึงหรือนำเสนอ “ความแปลกแยก” ก็คือ นี่ไม่ใช่การพูดถึงคำนี้เพียงเพราะเป็นเรื่องเก๋ๆ หากแต่นี่ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้เขียนบทเคยประสบพบมาด้วยตนเอง และ “รู้จัก” อย่างสนิทสนม

จาก Water/Time ที่เป็นเรื่องสาวไทยกับหนุ่มญี่ปุ่น และอีกด้านหนึ่งของชีวิตคู่ในนิวยอร์ค ละครใช้คำโปรยว่า “เวลาทะเลาะกับแฟน เราพูดภาษาอะไรกัน” โชโกะเล่นกับประเด็นการสื่อสารข้ามภาษาอยู่ไม่น้อย พอๆ กับที่เขาพูดถึงความแปลกแยกของชีวิตในเมืองใหญ่ เมื่อมาถึง The 4 Sisters ตัวละครทุกตัวล้วนอยู่ในภาวะแปลกแยก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนางโชว์กระเทย ที่เป็น “คนนอก” ของสังคมกระแสหลัก หญิงสาวผู้รับมรดกบาร์กระเทยจากพ่อโดยภาวะจำยอม ด้วยความรู้สึกว่าตนเองคือ “คนนอก” ของร้าน ขณะที่โชโกะเอง รับบทเด็กลูกจ้างกะเหรี่ยงผู้อยู่นอกขอบเขตของความเป็น “ไทย”

มาถึง ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย โชโกะก็ยังคงพูดถึงประเด็นทำนองนั้นอยู่ ชายญี่ปุ่นผู้สูงวัยกว่า (ยาโน คาซูกิ) เขาอยู่เมืองไทยมา 30 ปี โดยไม่คิดจะกลับญี่ปุ่นแล้ว เพราะที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่เขารู้จักอีกต่อไป บังเอิญไปพบกับหนุ่มญี่ปุ่นอีกคน (ฟูโตชิ ฮาชิโมโตะ) ที่กำลังเหม่อมองควันไฟจากปล่องเมรุ บทสนทนาของคนแปลกหน้าทั้งสองค่อยๆ เผยให้เรารู้ว่า ชายสูงอายุมีงานอดิเรกคือการ “ถ้ำมอง” ห้องพักของหญิงสาวที่อยู่ติดกัน ส่วนชายหนุ่มนั้นมาเฝ้าดูควันจากการเผาศพ “คนรัก” ของเขาที่เสียชีวิตในระหว่างเหตุการณ์ช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ก่อนจะถูกขัดจังหวะโดยคนขายไอศกรีม (โชโกะ ทานิกาวา) ที่คงไม่ใช่คนไทย หากแต่เป็นแรงงานข้ามชาติจากอีกฝั่งหนึ่งของพรมแดน

ยิ่งเมื่อชายญี่ปุ่นสองคนนั้น “สนทนา” กันไป ทั้งในระดับถ้อยคำและจิตใต้สำนึก เรื่องก็ย้อนกลับไปสู่ช่วงเมื่อกรุงเทพฯ ตกอยู่ในภาวะจลาจล น้ำไฟถูกตัด ในอากาศมีแต่ควันไฟ เสียงปืน และลำโพงที่ผะแผดเสียงจากการชุมนุม ทั้งตึกร้างผู้คน เหลือเพียงห้องของนักถ้ำมองสูงอายุ กับห้องข้างๆ ที่เขาคอยแอบมอง สิ่งที่เขาเห็นในระหว่างนั้นคือชายหนุ่มญี่ปุ่นคนที่เขาสนทนาด้วยในปัจจุบัน ผู้ดูคล้ายมีอาการทางจิต กักขัง ข่มขืน และสุดท้ายก็ลงมือสังหารหญิงสาวคนนั้น คนที่ตนแอบหลงรัก โดยที่เขาเองไม่ได้ทำอะไร นอกจากเป็นผู้เฝ้ามองเช่นที่เคยทำมา

ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์เสียมาก ดังนั้น จึงอาจมีประเด็นยิบย่อยต่างๆ ให้ขบคิด ละเลียดตีความได้เต็มไปหมด หากแต่ถ้าพูดโดยสรุป ก็ต้องถือได้ว่าในละครเรื่องนี้ โชโกะเล่นกับประเด็นเดิมๆ ที่เขาสนใจมาอย่าง “หนักมือ” ขึ้นอีก ด้วยการนำเสนอเรื่องในมุมมองของเขาเอง ในฐานะ “คนญี่ปุ่น” ซึ่งเป็น “คนนอก” ของสังคมไทย โชโกะตั้งคำถามว่า เมืองไทยและคนไทยแบบที่เขา (หรือคนญี่ปุ่นในเมืองไทย) เคยรู้จัก หายไปไหนกันหมดแล้ว เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่

ถ้าเล่าแบบนี้ อาจดูเผินๆ เหมือนการวิจารณ์การเมืองไทย หากแต่โชโกะไม่ได้ใช้วิธีตื้นๆ แบบนั้น เพราะเขาระบายความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจที่มีต่อการเมืองไทยออกมาในรูปของการ “วิจารณ์ตัวเอง” ด้วยอุปมาว่าเขา (หรืออาจหมายรวมถึงประชาคมญี่ปุ่นในเมืองไทย ?) ก็ไม่ต่างอะไรกับตาแก่โรคจิตคนนั้น ผู้เคยเฝ้ามองหญิงสาวห้องข้างๆ ด้วยความสุขเพลิดเพลิน แต่แล้วเมื่อเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นกับเธอ เขาก็ยังเป็นได้แค่เป็นผู้เฝ้ามองดูจากห้องข้างๆ โดยไม่อาจจะช่วยเหลือใคร หรือลงมือทำอะไรได้จริงๆ จังๆ นอกจากสุดท้าย ก็ไปเฝ้ามองควันไฟจากปล่องเมรุในที่ไกลๆ แทน

อาจถือเป็น “คำสารภาพ” ของ “นักถ้ำมอง” หรือเป็น “การไถ่บาปทางความรู้สึก” ก็ว่าได้ !

หากคิดต่อไปอีก ขณะที่ศิลปินไทยกระแสหลักยังคงอ้ำอึ้ง ไม่แสดงทัศนะใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ นี้ นอกจากประสานเสียงพร่ำเพ้อถึง “ความปรองดอง” กันอย่างลมๆ แล้งๆ หรืออีกไม่น้อยเลือกหนทางหลีกหนีความจริงด้วยการนำเสนอเรื่องพาฝันแนวละครย้อนยุคหลังข่าว การณ์กลายกลับเป็นว่าผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นแค่คนนอก เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เช่นโชโกะ ทานิกาวะ และ ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย ของเขานี่แหละ กลับเป็นศิลปินที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกแบบหนึ่ง (ในอีกหลากหลายที่ย่อมมีอยู่ตามธรรมชาติธรรมดา) ได้อย่างคมคายยิ่ง

และยิ่งกว่านั้น เขาก็ยังมีความวีระอาจหาญเพียงพอที่จะออกมา “สารภาพบาป” ท่ามกลางความเงียบเฉยของศิลปินส่วนใหญ่ในประเทศนี้ !


ฝันในความฝัน...วันที่รักสูญหาย

กลุ่มละคร Kabuki-La

เขียนบทและกำกับการแสดง โชโกะ ทานิกาวา

นักแสดง ยาโน คาซูกิ, ฟูโตชิ ฮาชิโมโตะ, โชโกะ ทานิกาวา

บลูบอกซ์สตูดิโอ (ชั้น 2 M Theatre)

สิงหาคม และกันยายน 2553

พิมพ์ครั้งแรกใน Vote ปีที่ 7 ฉบับที่ 146 ปักษ์หลัง กันยายน 2554

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

รักสยามสถานี

รักสยามสถานี

ความว่างเปล่าของ “รัก” ยุคไฮเทค




หวาน (วสุธิดา ปุณวัฒนา) นักศึกษาสาว รับจ๊อบตรวจปรูฟหนังสือ เธออาจมองหาที่ผิดเป็นนิสัย แต่ขณะเดียวกัน ในชีวิตจริง เธอมองไม่เห็นใคร ยายที่รักเธออยู่ไกลถึงบนสวรรค์ ส่วนพ่อแม่ก็กระจัดพลัดพรายไปคนละทิศละทาง ผู้ชายในชีวิตเธอแต่ละคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ส่วน ทุย (รณชาติ บุตรแสนคม) นั้น เราไม่รู้ประวัติชีวิตของเขามากนัก นอกจากว่าเขาทำงานด้านอุตุนิยมวิทยา เป็นนักพยากรณ์อากาศ เขาเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้วัดได้ ตรวจสอบได้ เหมือนที่เขามั่นใจว่า “รักแท้มีอยู่จริง” ! เมื่อละครเริ่มขึ้น เขาเพิ่งอกหักหนล่าสุดมา

ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญ ที่สถานีรถไฟฟ้าสยามในวันฝนตกหนัก ทุยสนใจหวานตั้งแต่แรกเห็น เพราะเธอฟังเพลงลูกทุ่งเพลงโปรดของเขา แต่ทุยไม่กล้าพอที่จะเข้าไปทำความรู้จัก นำไปสู่การก่อรูปขึ้นของ “อะไรบางอย่าง” ที่ใช้ชื่อว่า “กูรู” (กนต์ธร เตโชฬาร) เป็นเหมือนจิตใต้สำนึก หรือ “สันดานดิบ” ของทุย ผลักดันให้เขามุ่งหน้าไปหาสิ่งที่ต้องการ จนในที่สุด หวานและทุยก็เข้าสู่สถานะ “คนรัก” เพียงเพื่อจะพบกับความกลวงโบ๋ของสิ่งที่เรียกว่า “รัก” ในสังคมร่วมสมัย

อย่างที่คำโปรยบนปกหน้าสูจิบัตรแผ่นบางๆ บอกเราไว้ “ถ้าเราตัดฉากสุดแสนอลังการที่เปลี่ยนได้แทบจะทุกวินาที ตัดเสื้อผ้าเครื่องประดับและความฟุ้งเฟ้อออกไปจากละคร Musical แล้วละคร Musical จะเหลืออะไร...”

คำตอบที่กลุ่มละครเสาสูงต้องการคือ ถ้าตัดทุกอย่างที่ว่านั้นออกไป ก็เหลือ รักสยามสถานี ไง!

“มิวสิคัล” แบบ “พอเพียง” เรื่องนี้ ทั้งเรื่องมีฉากเดียวคือห้องเล็กๆ ของบลูบ็อกซ์สตูดิโอ ตัวละครก็มีเพียงสามเท่าที่ออกนามไปแล้วนั้น มีเพลงให้ร้องกันอีกจำนวนหนึ่ง กับมีวงดนตรีเล็กๆ ที่มีสมาชิกเป็นสามสาวซุกอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง

รักสยามสถานี เป็นละครเพลงที่ว่าด้วยความว่างเปล่า เปลี่ยวเหงา และ แปลกแยกของชีวิตมนุษย์แบบปัจเจกในสังคมเมือง ความรู้สึกขาดหายทำให้แต่ละคนต้องการไขว่คว้าอะไรสักอย่าง หรือใครสักคน ที่เป็น “ของเรา” แต่แล้ว เมื่อได้มาจริง ก็กลับสงสัยว่าเราต้องการอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า

ว่าถึงนักแสดงบ้าง ปีที่แล้ว วสุธิดา ปุณวัฒนาคือหนึ่งใน “หมู่มวล” (ensemble) ของ แม่นาค เดอะมิวสิคัล จากค่ายดรีมบอกซ์ ในเรื่องนั้น เธอมีบทร้องเดี่ยวสั้นๆ เพียงประโยคเดียว แต่ใครที่ได้ดู ย่อมต้องสะกิดใจในเสียงใสไพเราะของเธอจากแค่ไม่กี่คำนั้นเอง มาหนนี้ เธอขึ้นชั้นเป็นนางเอกเต็มตัวแล้ว

ด้านรณชาติ บุตรแสนคม นั้น สาวก ASTV และแฟนประจำของช่อง 11 คงคุ้นเคยกันดีกับหนุ่มหน้าใสคนนี้ในบทบาทพิธีกรและผู้ประกาศข่าว หากแต่รณชาติยังเป็น “ศิษย์เก่า” จากละครเวทีของดรีมบอกซ์ด้วยเช่นกัน ผ่านละครมิวสิคัลมาแล้วทั้ง คู่กรรม และ แม่นาค รวมทั้งยังเป็นอดีตนักร้อง CU Band ด้วย

รักสยามสถานี ตั้งโจทย์ด้วยการจับคู่ระหว่างสิ่งตรงข้าม (binary opposition) ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย-ผู้หญิง (รวมทั้งชื่อ “ทุย” และ “หวาน” ของตัวละครหลัก ก็น่าจะสร้างขึ้นจากแนวคิดนี้) สมอง-หัวใจ เซ็กส์-รัก สิ่งที่ตรวจสอบได้-สิ่งที่วัดไม่ได้ ความเป็นของแท้-ของเทียม การกลายเป็นสินค้า-สิ่งที่ไม่อาจซื้อหาได้ด้วยเงิน ฯลฯ

หลังจากการแบ่งขั้วตรงข้ามกันในทำนองหยิน-หยางที่ว่ามาแล้วนั้น แล้วจึงปรากฏมีตัวละครอีกหนึ่ง คือ “กูรู” ซึ่งอยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น เป็น “เงาสีเทาๆ” ที่อยู่ตรงกลาง กูรูทำทุกอย่างไปตามที่ใจต้องการ แทรกแซงในทุกๆ เรื่อง ดูเหมือนเขาจะเป็นตัวแทนของแรงขับตันทางเพศ เป็นสัญชาตญาณดิบที่คอยบงการชีวิตมนุษย์ แต่พร้อมกันนั้น ในบางขณะ ตัวละครนี้ก็ตั้งคำถามกับเราว่า ที่เห็นกันว่าเป็นสองสิ่งตรงข้ามนั้น มันเป็นเช่นนั้นอยู่เอง หรือแท้ที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงคนละด้านของสิ่งเดียวกัน

ส่วนในฐานะนักแสดง อาจเพราะคุณกนต์ธร เตโชฬาร (อดีตนิสิตและนักแสดงละครถาปัด และละครคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มากมายหลายเรื่อง) เล่นใหญ่มาก (และตัวโตกว่าอีกสองท่านมาก!) มีบทพูดยาวๆ ให้ยิงรัวเป็นชุด รวมทั้งมีเพลงจังหวะโดดเด่น เสื้อผ้าสะดุดตา ทุกครั้งที่เป็นคิวของเขาจึงดูเหมือนจะเป็นการแสดงเดี่ยว จนทำให้คุณวสุธิดาและคุณรณชาติซึ่งมักอยู่ในชุดขาวๆ ดำๆ กลายเป็นตัวประกอบไปทุกที

หรือนั่นเป็นเจตนาของละคร ?

อย่างไรก็ดี รักสยามสถานี จบลงด้วยการให้ความหวังเล็กๆ กับผู้ชม หลังจากความล่มสลายของ “ความรัก” ระหว่างหวานกับทุย ดูคล้ายกับว่าทุยจะประกาศอิสรภาพจากกูรู และมุ่งหน้าแสวงหารักแท้ตามความเชื่อของเขาต่อไป แต่นั่นก็เป็นเพียงการให้เงื่อนไขที่ “อาจ” เป็นไปได้สำหรับผู้ชมเท่านั้น

สำหรับผู้ชมคนนี้ แนวคิดของ รักสยามสถานี น่าสนใจ วิธีการนำเสนอในรูปแบบมิวสิคัล “พอเพียง” ก็พอเข้าใจได้ หากแต่สิ่งที่ขัดใจอยู่หน่อย ก็คือในฐานะละครเพลง ผมก็ยังคาดหวังแบบคนไทยยุคเก่า ว่าในเมื่อเป็นเพลงแล้ว ก็น่าจะฟัง “เป็นเพลง” บ้าง แต่เพลงในเรื่องนี้กลับแปลกประหลาดอย่างยิ่ง จะว่าเพราะก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เพราะก็ไม่เชิง เนื้อร้องก็กระท่อนกระแท่นพิกล ยังดีที่นักแสดงแต่ละท่าน ทั้งคุณวสุธิดา คุณรณชาติ รวมถึงคุณกนต์ธร เป็นคนร้องเพลงได้อยู่แล้วทุกคน ก็เลยยังช่วยให้เหลือความรู้สึกที่ว่าละครเรื่องนี้เป็น “มิวสิคัล” อยู่บ้าง

หรือบางที การสร้างความกระอักกระอ่วนใจนี่ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ รักสยามสถานี ?

รักสยามสถานี

เขียนบทและกำกับการแสดง กิตติ มีชัยเขตต์

กำกับดนตรี คานธี อนันตกาญจน์

นักแสดง รณชาติ บุตรแสนคม / กนต์ธร เตโชฬาร / วสุธิดา ปุณวัฒนา

9 - 12, 16 - 19 กรกฎาคม 2553
บลูบ็อกซ์ สตูดิโอ (M Theatre)

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ปีที่ 6 ฉบับที่ 137 ปักษ์แรก เมษายน 2554