วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ดอนและมะขวิด ผู้พิชิต





โลกใบเล็กของนายดอน ผู้ปิดทองหลังพระ



ดอนและมะขวิด ผู้พิชิต เป็นละครหุ่นสายที่เขียนบท กำกับและควบคุมการแสดง โดยชายคนเดียวกัน คือนิมิตร พิพิธกุล ศิลปินศิลปาธร พ.ศ. 2550 ละครหุ่นเรื่องนี้จัดแสดงในโรงละครเล็กๆ ที่อบอุ่น ในสถานที่เดียวกับบ้านของผู้กำกับ

ก่อนหน้านี้ ละครหุ่นคณะสายเสมาของเขา เคยนำเรื่องที่ดัดแปลงจากสังข์ทอง ไปคว้ารางวัลจากการประกวดละครหุ่นระดับโลกที่สาธารณรัฐเชคมาแล้ว

มาคราวนี้ ดอนและมะขวิด ผู้พิชิต ก็ดำเนินความตามท้องเรื่องของละครเพลง Man of La Mancha อย่างใกล้ชิดยิ่ง  “แมนออฟลามานช่า” นั้น เมื่อครั้งจัดแสดงที่โรงละครรัชดาลัยในปี พ.ศ. 2551 ใช้ชื่อว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” กำกับการแสดงโดยยุทธนา มุกดาสนิท

จากต้นแบบที่ลามานช่าทางตอนกลางของประเทศสเปน หากแต่เมื่อผู้กำกับการแสดงได้ปรับแปลงเรื่องให้กลายเป็นไทย จากทุ่งกว้างร้อนแล้งของสเปน จึงกลายเป็นทุ่งนาเขียวๆ  

จากดอนกิโฮเต้ (Don Quixote) ชายชราผู้หลงเพ้อว่าตนคืออัศวินผู้ผดุงคุณธรรม มาเป็น ดอน ชาวนาไทยหลงยุค ผู้ออกผจญภัยบนหลังควายตัวอ้วนล่ำ คือเจ้ามะขวิด ซึ่งไม่มีโอกาสทำนาอีกต่อไป (เพราะใครๆ เขาก็หันไปใช้เครื่องจักรกลการเกษตรกันหมดแล้ว)

ติดตามมาด้วย โก๊ะ เด็กเลี้ยงควายผู้มีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นชาวนา จนถูกคุณครูและเพื่อนๆ รุมประณามในห้องเรียนว่า “ใฝ่ต่ำ” ทว่า แต่ในสายตาของดอน เขาคือหุ่นไล่กาบริวารชื่อ “ซังโง่” ล้อกับซานโช่ (Sancho) ชาวนาผู้ปวารณาตนเป็นผู้ติดตามของดอนกิโฮเต้

ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิง จากที่ในมิวสิคัลต้นฉบับมีอัลดอนซา (Aldonza) โสเภณีประจำโรงเตี๊ยม ผู้ซึ่งดอนกิโฮเต้เทิดไว้เป็นนางฟ้าประจำใจในชื่อ “ดัลซิเนีย” ถูกจับแปลงโฉมเป็น อีซ่า สาวเสิร์ฟประจำเพิงขายกาแฟของอาโก เธอผู้นี้ก็คือแม่หญิง “เดือนแสงนวล” ของดอนฉบับละครหุ่น

การอ้างอิงกับต้นฉบับฝรั่งนี้ มิได้มีเฉพาะแต่เพียงชื่อของตัวละคร หากแต่ข้ามไปจนถึงระดับฉากต่อฉาก ชนิดที่เรียกได้ว่านี่คือการ “บูชาครู” (tribute) แก่ Man of La Mancha / สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ อย่างเต็มตัวเต็มฝีมือ

ใน Man of La Mancha ฉบับละครเพลงนั้น อุดมคติของดอนกิโฮเต้ชัดเจนยิ่ง เขาเล็งเห็นแล้วว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความชั่วร้ายเลวทราม ขณะที่ตนเองคืออัศวินผู้พิทักษ์คุณธรรม  กิโฮเต้จึงออกไปผจญภัยก็เพื่อหาโอกาสประกอบวีรกรรมทำดี ต่อสู้กับอสูรร้ายหรือแม่มดหมอผี ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยมีหญิงสูงศักดิ์เป็นขวัญและกำลังใจ เพียงเพื่อเผื่อว่าบางที โลกเราอาจจะดีขึ้นได้กว่านี้อีกสักหน่อยหนึ่ง หากมีใครสักคนที่ยอมตนจมดิ่งในทนทุกขเวทนาเช่นเขา

ทว่าในฉบับละครหุ่น กลับดูเหมือนจะไม่ชัดเจนนักว่าดอนชาวนาของเราออกจากบ้านไปขึ่ควายเพื่ออะไรกันแน่  “ภารกิจ” ของเขาคืออะไร หรือเขาจะกอบกู้โลกด้วยวิธีไหน หากแต่ด้วยความที่ “สาร” ดั้งเดิมของต้นฉบับนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง แม้มีบางอย่างขาดหายไปบ้าง ทว่า “พลัง” จากเนื้อหาดั้งเดิมก็ยังแทรกซึมทะลุทลวงมาถึงผู้ชมได้

ทั้งดอน มะขวิด และโก๊ะ คือคนหลงยุค ผิดที่ผิดทาง ทุกคน (อาจรวมทั้งคุณนิมิตรด้วยก็ได้) ต่างเห็นความโรแมนติกของ “การทำนา” จนดูๆ ไปก็เกือบจะออกอาการ “ฟูมฟาย” คล้ายกับรายการทีวีสารคดีกึ่งเรียลลิตี้ ฉันจะเป็นชาวนา ของดาราสาวท่านหนึ่ง

โชคดีที่ความน่ารักน่าเอ็นดูของหุ่นสาย (ละครหุ่นคณะนี้ส่วนใหญ่เป็นหุ่นสาย คือชักเชิดด้วยสายโยงใยด้านบน) ก็ชักพาอารมณ์ของผู้ชมให้เคลิ้มไปได้ จนยอมมองข้ามความขัดใจเล็กๆ น้อยๆ ดังว่า  ยิ่งกว่านั้น ทีเด็ดของละครหุ่นเรื่องนี้ คือการยังคงความเป็น “มิวสิคัล” หรือละครเพลงเอาไว้ได้อย่างบริบูรณ์  ด้วยฝีมือของคานธี อนันตกาญจน์ นักดนตรีและนักแสดงละครเวทีผู้มีความสามารถ เพลงไทยทั้งลูกกรุงสุนทราภรณ์ ลูกทุ่ง และโฟล์คซองคำเมืองถูกคัดสรรมาร้อยเรียงดนตรีใหม่อย่างน่าฟัง และช่างเข้ากันกับเนื้อเรื่องอย่างแนบเนียน ด้วยเพลงที่ “โดน” และช่วงเวลาที่ “ใช่”

เพลงของมิวสิคัลละครหุ่นเรื่องนี้ก็ได้แก่ ข้างขึ้นเดือนหงาย (แก้ว อัจฉริยกุล/เอื้อ สุนทรสนาน) กลิ่นโคลนสาบควาย (ไพบูลย์ บุตรขัน) เขมรไล่ควาย / ควายหาย (สุรพล สมบัติเจริญ) และ เดือนดวงเดียว (จรัล มโนเพ็ชร) ทั้งหมดนี้ ขับร้องอย่างงดงามโดย คุณรพีพร ประทุมอานนท์ (หนึ่งในนักแสดงของ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ฉบับรัชดาลัย) และคุณศุษณะ ทัศน์นิยม (แชมป์จากเวที KPN 2009) ซึ่งต่างก็สร้างสรรค์สไตล์เพลงขึ้นมาได้ใหม่อย่างน่าสนใจ โดยไม่ต้องยึดติดเป็น “เงาเสียง” แอบอิงกับการตีความของต้นฉบับเดิม

ความดีเด่นของเพลงและเสียงร้องนี้ โดดเด่นจนในบางฉากแทบจะ “ขโมยซีน” ไปจากบรรดาหุ่นสายตัวจ้อยๆ เสียด้วยซ้ำ

ทั้งหมดทั้งมวล ฉากที่น่าทึ่งที่สุดของละครหุ่นเรื่องนี้ ก็คือฉากที่เรียกกันในฉบับมิวสิคัลโรงใหญ่ว่าฉากการยืนยาม เมื่อดอนกิโฮเต้ตัดสินใจยืนยามข้ามคืนในลานปราสาท (โรงเตี๊ยม) ท่ามกลางฟ้าพร่างดาว เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเข้มแข็งคู่ควรกับที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน ก่อนที่อัลดอนซ่าจะเดินผ่านมา แล้วออกปากถามว่า ทั้งที่ทุกคนหัวเราะเยาะ ทั้งที่สังขารแก่ชราขนาดนั้น  เขาทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรกัน กิโฮเต้จึงพรรณนาให้ฟังเธอถึง “อุดมคติ” ของเขา ด้วยเพลงที่โด่งดังที่สุดในละครเพลงเรื่องนั้น คือ The Impossible Dream (To dream the impossible dream, to fight the unbeatable foes…)

ในฉบับละครหุ่นสายเสมา ฉากนี้ก็ยังอยู่ โดยมีดาวเต็มฟ้าเหมือนเดิม และมีดอนกับอีซ่าเช่นกัน หากแต่ในกระบวนการทำให้ “เป็นไทย” เมื่ออีซ่าถามด้วยคำถามเดียวกันนั้น ดอนชาวนาของเราจึงร้องตอบเป็นเพลง

แต่ถึงตรงนี้ นิมิตรเลือกใช้เพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด (“ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว...”) อันมีเนื้อเพลงที่ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ถอดความจากบทเพลง The Impossible Dream ออกมาเป็นกลอนแปด แล้วต่อมาภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงกราบบังคมทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทำนอง

ผู้กำกับการแสดงเลือกให้ดอนร้องเพลงนี้จบลงที่ท่อน “จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา...” เพื่อให้อีซ่าถามขัดจังหวะขึ้นมาว่า แล้วจะทำไปทำไม ปิดทองหลังพระแล้วใครเขาจะเห็น อันนับเป็นการ “ชงลูก” ให้ดอน “ตบ” ตอบว่า ไม่เป็นไรดอก

ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง...



ดอนและมะขวิด ผู้พิชิต

คณะหุ่นสายเสมา

บทและกำกับการแสดง: นิมิตร  พิพิธกุล

กุมภาพันธ์ – มิถุนายน 2554

โรงละครชุมชนมันตา Art Space (ซอยวิภาวดี 58)

เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ ธันวาคม 2555

น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล




น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล : น่าเสียดาย



ในบรรดานวนิยายทั้งหมดของ ว. วินิจฉัยกุล (คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์) ศิลปินแห่งชาติ กล่าวกันว่า น้ำใสใจจริง มีจำนวนการพิมพ์สูงที่สุด  คุณหญิงเขียนเรื่องนี้ขึ้นจากประสบการณ์ช่วงหนึ่งในชีวิต เมื่อได้ไปเป็นอาจารย์ใหม่ ร่วมบุกเบิกก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิทยาเขตต่างจังหวัดเมื่อ 40 ปีก่อน  



โดยลักษณะของ น้ำใสใจจริง ดูราวกับว่าตั้งใจเขียนเพื่อสร้างเป็นบทละครโทรทัศน์ เพราะประกอบขึ้นด้วยตัวละครจำนวนมาก ทั้งนักศึกษา เจ้าหน้าที่ อาจารย์ และแต่ละบทเป็นเหตุการณ์ หรือเรื่องขำๆ ย่อยๆ มาร้อยเรียงกันไป  จึงไม่น่าแปลกใจว่า น้ำใสใจจริง เคยถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วสองรอบ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเวอร์ชั่นที่นำแสดงโดย ศรราม เทพพิทักษ์, แคทรียา อิงลิช, เต๋า สมชาย และนัท มีเรีย นั้น ยังติดตรึงอยู่ในใจของผู้ชมจำนวนมากตราบทุกวันนี้



แต่เมื่อทางดรีมบอกซ์ตัดสินใจนำ น้ำใสใจจริง มาแปลงรูปให้เป็นบทละครเวทีซึ่งมีเวลาจำกัด จึงกลายเป็นเครื่องแสดงฝีมือ หรือ “วัดกึ๋น” ของคนเขียนบทว่า จะเก็บเนื้อหาและแก่นแกนของบทประพันธ์ไว้ได้เพียงใด ซึ่งตรงจุดนี้ คุณดารกา วงศ์ศิริ ยังคงรักษาชื่อเสียงไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง โดยเหตุที่เธอยังคงเรื่องเล่าเรื่องทั้งหมดไว้ในลักษณาการเดียวกันกับนิยาย ที่เน้นมิตรภาพและความจริงใจที่มีให้แก่กัน ทั้งในหมู่เพื่อนนักศึกษา อาจารย์ และความรักความเมตตาที่ครูมีต่อลูกศิษย์  รวมทั้งยังเก็บฉากสำคัญๆ ที่อยู่ในความทรงจำของผู้อ่านไว้ได้หมด



ดรีมบอกซ์นำเสนอ น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล เป็นละครเพลงตลก (Musical Comedy) โดยยึดต้นฉบับเดิม คือย้อนเวลาไปสู่ทศวรรษ 2510 ยุค “สายลมแสงแดด” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย หนุ่มๆ สาวๆ ในเสื้อผ้าสีสันจัดจ้า ชีวิตสดใสวัยเรียน ชมรมวรรณศิลป์ งานรื่นเริง และอะไรทำนองนั้น



ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น ถือว่าโปรดักชั่นนี้ทำสำเร็จลุล่วงไปได้หมดทุกอย่างทุกประการ คือเป็นละครที่ตลกจริงอะไรจริง เสื้อผ้าหน้าผมส่วนใหญ่ย้อนยุคได้อย่างน่าเอ็นดู  ฉากมหาวิทยาลัยก็ใหญ่โตซับซ้อน มีมิติลวงตาให้ดูลึกเข้าไปได้มาก (จนรู้สึกขัดๆ กับประโยคที่ย้ำในเรื่องหลายหน ว่าเป็นมหา’ลัยบ้านนอกที่มีแค่ 2 ตึก!)



หลายๆ ฉากทำได้น่ารักมาก เช่นรถ บขส. สีส้มทั้งคันพร้อมผู้โดยสารที่วิ่งผ่านเวทีไปหน้าตาเฉย ฉากเครื่องบินที่ “สั่น” (และ “ฮา”) ทั้งลำโดยไม่ต้องใช้ไฮดรอลิก  รวมทั้งที่ “เจ็บปวด” มาก คือ “สัตว์ประหลาด” ประจำวิทยาเขต ที่ก่อนหน้านี้ไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าจะทำอย่างไรเมื่อจะนำมาอยู่บนเวทีโรงละคร



แต่เรื่องที่อยากจะชื่นชมเป็นพิเศษก็คือนักแสดง



น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล ถือว่าเป็นการ “แจ้งเกิด” บทเวทีละครเพลงของหลายๆ คน นับตั้งแต่ “ตู่” ภพธร สุนทรญาณกิจ (รับบทโจม) มุรธา ปริญญาจารย์ (อ้อมพร) “คัตโตะ” อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล (ป๊อ) “มิวสิค AF4” รัชพล แย้มแสง (โหม่ง) “กู๊ด AF5” สาธิกา ศิริปุญโญทัย (หนิง) รวมถึงธนพรรษ ญาติเจริญ (แคน) แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้ อาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักแสดงมาก่อน  บางคนเป็นนักร้องอาชีพที่เพิ่งเปิดตัวบนเวทีละคร บ้างก็เพิ่งได้รับบทสำคัญเป็นครั้งแรก แต่ละครเรื่องนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาและเธอ ว่าพร้อมสำหรับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเป็นนักแสดงมิวสิคัลต่อไปได้อีกมาก  



ส่วน “ฝ้าย AF4” ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล นั้น  หลังจากบทดราม่าหนักหน่วงใน แม่นาค เดอะมิวสิคัล มาแล้ว บทคุณหนูโลกสีชมพูอย่าง “ครีม” ย่อมไม่ใช่ปัญหา  เมื่อได้ฟังน้ำเสียงใสไพเราะของเธออีกครั้ง ก็ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ตอนรีวิว แม่นาค ว่า เธอควรหันมาเอาดีทางนี้อย่างจริงจังได้แล้ว!
 
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ “บอย AF3” สิทธิชัย ผาบชมพู ผู้รับบท “ทัดภูมิ” ซึ่งว่าที่จริง ทั้งในนิยายและในละครเวอร์ชั่นนี้รับบทโดดเด่นที่สุด เพราะเรื่องทั้งหมดเล่าโดยผ่าน “น้ำเสียง” และ “มุมมอง” ของเขา  แต่ทั้งที่บอยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งภาพยนตร์โรงใหญ่และละครทีวีหลายเรื่อง แต่เขากลับ “เล่น” ละครเพียงแบบ “ผ่านๆ”  มิหนำซ้ำ บอยต้องเล่นประกบกับ “อ้อมพร” มุรธา ซึ่งแม้จะหน้าใหม่ แต่เธอทั้งเล่นใหญ่เล่นเต็ม และใช้ความไตร่ตรองกับจังหวะที่คิดคำนวณล่วงหน้ามาแล้วเป็นอย่างดีเสมอ  ตัวละครทัดภูมิก็เลยดู “ดร็อป” ไปอย่างน่าเสียดาย         



เมื่อพระเอกไม่ยอมเป็น “พระเอก” น้ำใสใจจริง เดอะมิวสิคัล ก็ยังเหลือพระเอกตัวจริงอีกหนึ่ง นั่นคือบทเพลงกว่า 30 เพลง ซึ่งมี “ครูไก่” สุธี แสงเสรีชน Commentator ของคอนเสิร์ต AF เป็นผู้แต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีใหม่ทั้งหมด  ด้วยคำร้องของโดยคุณดารกา วงศ์ศิริ เช่นกัน 



สำเนียงดนตรีของน้ำใสใจจริง คือเพลงการของเมืองไทยยุคทศวรรษ 2510 หรือปลายยุค 60’s ต่อต้นยุค 70’s อันมีทั้งลิเก เพลงลูกทุ่ง สุนทราภรณ์ เพลงมาร์ช โฟล์คซอง ร็อค R&B และดิสโก้  หรือเรียกได้ว่าตั้งแต่เพลิน พรหมแดน ไปจนถึงคาร์ลอส ซานตาน่า ล้วนถูกจับมารวมกันไว้ได้อย่างสุดเท่และน่าทึ่งในมิวสิคัลเรื่องนี้



หลายเพลงที่มีท่อนฮุกย้ำๆ ซ้ำๆ ก็ติดหูผู้ชมผู้ฟังกลับบ้านไปด้วย เช่น “บ๊อย...บอย” ของนายโหม่งกับหมาบอยคู่ใจ หรือ “เรื่องด่วนธรรมดา เรื่องด่วนมาก เรื่องด่วนจี๋” ซึ่งเป็นเพลงประจำกลุ่มคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย อันประกอบไปด้วยคาแรกเตอร์โดดเด่นระดับ “เอ๋” นรินทร ณ บางช้าง, “ตุ๊ยตุ่ย” พุทธชาด  พงษ์สุชาติ  และ “ไก่ สะมะ” สมพล  ปิยะพงศ์ศิริ  ที่ยังทำให้ยิ้มได้เมื่อนึกถึง



แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ ละครที่ตั้งใจทำกันถึงขนาดนี้ กลับมีคนดูบางตา กวาดตามองดูใน M Theatre แล้วเรียกได้ว่าแทบไม่ถึงครึ่งโรงด้วยซ้ำ ลองถามๆ ดู เพื่อนหลายคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีมิวสิคัลเรื่องนี้อยู่ในโลก 



บอกได้คำเดียวครับ ว่าน่าเสียดาย

ทั้งสำหรับทางดรีมบอกซ์เอง และน่าเสียดายสำหรับผู้ชม



น้ำใสใจจริง เดอะ มิวสิคัล

บทละคร และคำร้องดารกา  วงศ์ศิริ
กำกับการแสดง:  สุวรรณดี จักราวรวุธ
กำกับและประพันธ์ดนตรี:  สุธี  แสงเสรีชน

M Theatre
20-22 , 27-29 สิงหาคม และ 3-5 กันยายน 2553


เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ ธันวาคม 2555

The Merry Widow




แม่ม่ายหรรษา ณ ศาลายา

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา จุลอุปรากร (operetta) เรื่อง The Merry Widow ของฟรานซ์ เลฮาร์ (Franz Lehar) เคยถูกนำขึ้นเวทีในกรุงเทพฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหน อาจเพราะด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ทั้งยังมีเพลงไพเราะที่รู้จักกันดีอีกหลายเพลง  ล่าสุด ภาควิชาขับร้องสากล (Vocal Department) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เพิ่งจัดการแสดงขึ้นอีก 4 รอบ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2553

          นับตั้งแต่ออกแสดงครั้งแรกเมื่อ 100 กว่าปีก่อน The Merry Widow หรือชื่อดั้งเดิมในภาษาเยอรมันคือ Die lustige Witwe ก็ได้รับความสำเร็จอย่างสูง  ฉบับภาษาอังกฤษได้รับความนิยมทั่วโลก และยังคงมีการแสดงในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกาอยู่เสมอ  

ในฉบับดั้งเดิม จุลอุปรากร The Merry Widow หรือแม่ม่ายหรรษานี้ เกิดขึ้นที่กรุงปารีส ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 เป็นเรื่องของนางฮันนา (Hanna Glawari) แม่ม่ายสาวสวย ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับมรดกจากสามีมหาเศรษฐีนายธนาคารสูงวัยที่ถึงแก่กรรมหลังการแต่งงานไม่นาน  บังเอิญว่าเธอคือพลเมืองของ “ปอนเตเวโดร” ราชรัฐยุโรปตะวันออกเล็กจิ๋วที่ใกล้จะ “ถังแตก” เต็มที  เมื่อเธอเดินทางมายังกรุงปารีส  คำสั่งที่สถานทูตได้รับมาก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ให้เธอแต่งงานกับชายต่างชาติ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็คือพึงหาทาง “จับ” ให้เธอแต่งงานใหม่กับคนชาติเดียวกัน เพื่อไม่ให้เงินตรามหาศาลนั้นไหลออกนอกประเทศ 

บารอนเซต้า (Baron Mirko Zeta) เอกอัครราชทูตจึงออกคำสั่งให้เคานท์ดานิโล (Count Danilo Danilovitsch) เลขานุการเอกหนุ่มโสดเป็นผู้รับผิดชอบในการ “จับ” ฮันนา “เพื่อชาติ”  โดยหารู้ไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ทั้งคู่เคยเป็นคนรักกันมาก่อน หากแต่ด้วยความที่ฝ่ายหญิงเกิดในครอบครัวยากจน ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้ดีมีตระกูล ทั้งสองจึงถูกกีดกัน  จนถึงขั้นที่ดานิโลถูกจับส่งไปทำงานสถานทูตในปารีส แล้วเลยกลายเป็นหนุ่มเสเพลที่ไม่ทำงานทำการอะไร เอาแต่สิงสถิตอยู่กับสาวๆ ในร้านแมกซิมส์ แหล่งรวมสาวๆ เลื่องชื่อของปารีส

เมื่อพบกันอีกครั้ง ปมฝังใจเรื่องความรักและเงินตราก็ยังกีดกันให้ฮันนาและดานิโลต้องปั้นปึ่งใส่กัน ทั้งที่จริงๆ แล้วยังรักกันอยู่  ดานิโลประกาศว่าเขาไม่มีวันจะยอมเกี้ยวพาเธอเพียงเพราะเงิน ขณะที่ฮันนาก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมแต่งงานกับใครจนกว่าจะได้ยินเขามาสารภาพรักต่อเธอ  

และแน่นอน  เรื่องราวแนวพ่อแง่-แม่งอนแบบนี้จะลงเอยเช่นไร ย่อมไม่ยากเกินคาดเดา

          เมื่อ 20 กว่าปีก่อน The Merry Widow เคยขึ้นเวทีโรงละครแห่งชาติ โดยกลุ่ม Bangkok Music Society ในครั้งนั้น มีการปรับเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่องให้เป็นสถานทูตปอนเตเวโดรประจำบางกอก ในยุครัชกาลที่ 5 ทศวรรษ 1880 ทั้งยังปรับให้มีตัวละครเป็นเจ้าหน้าที่ชาวสยามประจำสถานทูตด้วย

มาในปีนี้ ละครร้องโปรดักชั่น “ศาลายา” ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ที่น่าสนใจไปอีกแบบ ด้วยการใช้สถานที่เป็นกรุงเทพฯ เช่นกัน ทว่า ขยับช่วงเวลาใหม่เป็นยุคทศวรรษ 1930 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เป็นสถานทูตของ “มอนเตเนโกร” ประจำกรุงเทพฯ  แปลงร้านแมกซิมส์ของดานิโลเป็นโรงน้ำชาเซ็งซิม  มิหนำซ้ำ ยัง “บิด” ตัวละครใหม่ เช่นเยกุส (Njegus) ซึ่งแต่เดิมเป็นเลขานุการประจำสถานทูต ในฉบับนี้กลับกลายเป็นกุมารทองที่อาศัยอยู่ในศาลพระภูมิของสถานทูตมอนเตนิโกรแทน!

          การเลื่อนจากปอนเตเวโดรมาเป็นมอนเตเนโกร (คุ้นๆ กับชื่อนี้บ้างไหม ? ดูเหมือนจะมี “ใครบางคน” ชอบไปอยู่แถวนั้น) รวมทั้งเปลี่ยนที่เกิดเหตุให้เป็นกรุงเทพฯ อาจขับเน้นให้ประเด็นแก่นแกนดั้งเดิมของเรื่อง คือความย้อนแย้งระหว่างเงินและความรัก คมคายและดู “ร่วมสมัย” ขึ้นอีก

          และเนื่องจากเวทีของหอแสดงดนตรีของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ (MACM - Music Auditorium, College of Music, Mahidol University) ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการแสดงละคร (เช่นเวทีหน้ากว้างแต่ตื้น ไม่มีหลืบเวทีสองข้าง ฯลฯ)  การออกแบบฉากอย่างเฉลียวฉลาดภายใต้ข้อจำกัดนี้ยังกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ได้ผลน่าสนใจ  นอกจากพื้นเวทีที่ทำให้ดูเหมือนปูหินอ่อนลายตารางหมากรุกแล้ว อุปกรณ์ประกอบฉากในเรื่องนี้มีเพียงฉากบานพับแบบพับสองหรือสามทบหลายสิบแผง กับเก้าอี้อีกจำนวนมาก ซึ่งใช้นักแสดงเป็นคนหยิบออกมาจัดวาง แต่ก็ได้ผลคุ้มค่าในการสร้างพี้นที่ (space) สารพัดรูปแบบตามที่ละครต้องการ


          นอกจากนั้น อาจเพื่อให้เรื่องดูง่ายขึ้น กระชับ และใช้เวลาแสดงไม่นานนัก (ราว 1.40 ชั่วโมง) บทละครสำหรับฉบับศาลายานี้จึงถูกลดทอนเหตุการณ์และตัวละครลง แต่ก็ยังคงอรรถรสและบทเพลงที่คุ้นหูไว้ได้ทั้งหมด

          ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่เป็นผลมาจากการทำงานของทีมนานาชาติแห่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทั้งในฝ่ายคณาจารย์ที่ดูแลเรื่องเพลงการ กับงานด้านบทและโปรดักชั่นที่ใช้ “มืออาชีพ” ล้วนๆ เช่น โยอาคิม รัธเก้ (Joachim Rathke) ผู้กำกับการแสดงผู้เจนเวทีโอเปร่า ก็บินตรงจากเยอรมนีเพื่องานนี้ หรือการออกแบบลีลาโดยฝีมือระดับ ดร.นราพงศ์  จรัสศรี เป็นต้น

          ส่วนในแง่ผู้แสดงที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปริญญาตรี จนถึงนักศึกษาระดับปริญญาโทของภาควิชาขับร้องสากล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์บ้าง  นักแสดงนำส่วนใหญ่ย่อมร้องเพลงได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว เพราะก็ล้วนเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง จึงรับประกันความไพเราะได้  แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ในแง่การแสดง นักศึกษาหลายคนทำได้ดีทีเดียว ก็เรียกได้ว่า “มีแวว” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า ทั้งหมดนี้เป็นการเล่นและร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง ทั้งนี้ อาจเพราะน้องๆ เหล่านี้ผ่านงานโปรดักชั่นโอเปร่ามากันคนละหลายเรื่องแล้วก็ได้ - ตามที่แต่ละท่านระบุโพรไฟล์ประสบการณ์ยาวเหยียดไว้ในสูจิบัตร

หากแต่จะระบุชื่อ หรือวิจารณ์ไปรายตัวในที่นี้ก็ยังติดขัด ด้วยว่าไม่สามารถอ่านชื่อของเขาและเธอออกเลย เพราะในสูจิบัตรมีแต่ภาษาอังกฤษ กับการถอดถ่ายชื่อไทยออกเป็นอักษรโรมัน ซึ่งคาดเดาได้ยาก ว่าจริงๆ แล้วจะเขียนในภาษาไทยว่าอย่างไร

          เอาเป็นว่า ในฐานะละครร้องของนักศึกษา ผู้ชมคนนี้ขอให้เกรด B+ ครับ


The Merry Widow

ประพันธ์เพลง: Franz Lehar

กำกับการแสดง: Joachim Rathke

อำนวยเพลง: Ernest Jennings

นักแสดง: วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

MACM มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม

11-13 พฤศจิกายน 2553
เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ สองปีให้หลังจากชม ธันวาคม 2555

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

เด๊ดสะมอเร่






เทิ่ง สติเฟื่อง (บรรยง เสนาลักษณ์ 2476 - 2545) พิธีกรโทรทัศน์และนักโฆษณายุคบุกเบิกตั้งแต่สมัยช่อง 4 บางขุนพรหม ผู้เป็นต้นทางของคาแรคเตอร์ “ตุ้งติ้ง” ในทีวีไทย คือต้นตำรับคำแสลงสุดเหวี่ยงหลายๆ คำ เช่น "เริ่ดสะแมนแตน" (เลิศ!เลิศ!เลิศ!) "ส.บ.ม.ย.ห." (สบายมาก-อย่าห่วง)
“เด๊ดสะมอเร่” ก็คือหนึ่งในนั้น


หลายสิบปีก่อน คุณเทิ่งหยิบเอาชื่อและท่อนฮุคจาก That’s Amore (แปลได้ประมาณว่า นั่นแหละคือรัก!) เพลงฮิตยุคทศวรรษ 1950 ของดีน มาร์ติน มาแผลงเป็น “เด๊ดสะมอเร่” ในความหมายว่า ตายแล้วเรียบร้อย


มาถึงปีนี้ นพพันธ์ บุญใหญ่ หยิบเอาคำของเทิ่ง สติเฟื่อง (รวมทั้งเพลงของดีน มาร์ติน) มาพลิกความหมายกลับไปอีกด้านหนึ่ง โดยใช้เป็นชื่อละครเวทีของเขา


เมื่อดูจบ ผมรู้สึกว่านพพันธ์กำลังจะบอกคนดูว่า ละครของเขาคือเรื่อง “ความตายที่รัก” (Death’s Amore)


น่าเสียดายที่ (เท่าที่ผมเห็น) ไม่ได้มีการระบุที่มาของคำคำนี้ไว้ตรงไหนเลย ทั้งที่น่าจะต้องให้เครดิตแก่คุณเทิ่ง ผู้ล่วงลับไปแล้วบ้าง รวมทั้งยังจะเป็นการสืบต่อประวัติของคำไว้ให้ “เด็กๆ” ได้รู้กันด้วย


เมื่อเริ่มเรื่อง ชายเสื้อฟ้า (คานธี อนันตกาญจน์ - นักดนตรีและนักแสดงละครเวทีที่แสนจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการ) ปรากฏตัวขึ้นในห้องแปลกๆ ที่มีเก้าอี้แค่สองตัว ชายชุดดำ (“งิ่ง” - รัชชัย รุจิวิพัฒน์ นักแสดงละครใบ้จากกลุ่ม babymime) คนที่นั่งข้างเขา ใส่เชิร์ตดำ สูทดำ รองเท้าดำ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาจีน ในมือถือถ้วยกาแฟร้อนยกขึ้นจิบ
ชายชุดดำเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “จะไปกันหรือยัง?”


เรื่องก็กลายเป็นแบบที่พอจะเดาๆ กันได้

ชายเสื้อฟ้า ตายแล้ว สิ้นชีพ ซี๊แหง๋ เท่งทึง และ “เด๊ดสะมอเร่” แต่เขายังไม่รู้ตัว
ชายชุดดำ เป็น “ใครบางคน” ที่มีหน้าที่ต้องมาพาชายเสื้อฟ้าไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ในห้องประหลาดนั้น เราค่อยๆ ปะติดปะต่อ “ชีวิต” ที่ชายเสื้อฟ้าทิ้งไว้เบื้องหลัง
อดีตวัยเยาว์ที่เขาชอบ “แต่งหญิง” และร้อง “เพลงสุดท้าย” ชีวิตวัยเรียนที่ไม่มีใครคบ งานผู้กำกับหนังโฆษณาที่เขากำลังทำอยู่ สาวคนรักของเขา รวมทั้ง “กิ๊ก” ที่นั่งมาในรถกับเขาขณะประสบอุบัติเหตุแท่งปูนกั้นทางด่วนถูกรถอีกคันหนึ่งชนจนหลุดตกมาทับรถ จนเสียชีวิตทั้งคู่


สิ่งที่เขาเคยอยากทำ เคยผัดผ่อนไว้ว่าค่อยทำวันหลัง คนที่เขาคิดว่าจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้ จึงยังไม่ต้องไปเจอ ทุกอย่างกลายเป็นอดีตสัมบูรณ์ กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้


แต่แล้ว ชายชุดดำก็ได้รับคำสั่งจาก “หัวหน้า” ให้ไปทำธุระอย่างอื่นก่อน จึงสั่งให้เขารออยู่กับที่
ก่อนที่จะมีหญิงสาวชุดขาวพองท่าทางแปลกๆ อีกคน (สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล) มาคาดคั้นให้เขาไปกับเธอแทน ก่อนจะถูก “หัวหน้า” เรียกไปอีกคน


ยังไม่นับรวมคนอื่นๆ ที่ผ่านมาพบเจอเขาในระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮิปปี้สุดเซอร์ (สายฟ้า ตันธนา) ที่ท่าทางเหมือนคนขายของเร่แบกะดิน หรือนักพรตฮินดู (?) ผู้มากับผมมวย ชุดขาว และมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ


หากแต่ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดของชายเสื้อฟ้า คือเขาต้องกรอกแบบฟอร์ม
แบบฟอร์มที่ให้ระบุความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิต เพื่อจะได้เก็บรักษาไว้กับตัวเขาในระหว่างที่ต้องรอคอยไปอีกแสนนาน
แต่แล้วเขากลับไม่สามารถนึกถึงอะไรได้เลยสักอย่างเดียว...
เขาไม่เคยมีความทรงจำดีๆ ใดๆ ในชีวิต !


ทั้งเจ้าหน้าที่ชุดดำและชุดขาวจึงช่วยคิดให้ว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรที่เขาอยากมีอยากได้ แต่ยังไม่เคยมีเคยได้ และคำตอบจากชายเสื้อฟ้าคือ “รางวัลออสการ์”

ชายชุดดำและหญิงชุดขาวจึงช่วยกันจัดฉากงานแจกตุ๊กตาทองประจำปี 2011 เพื่อหวังจะให้อดีตผู้กำกับหนุ่มใช้เป็นความทรงจำนำติดตัวไปแทน


เด๊ดสะมอเร่ เป็นละครตลก ที่ตลกจริงอะไรจริง แต่พร้อมกันนั้น ก็เป็น “ตลกร้าย” (black comedy) ที่เล่นกับเรื่องอันเป็น “หลุมดำ” ของชีวิตอย่างเช่น “ความตาย”


ในโลกหลังความตายของ “เด๊ดสะมอเร่” ก็ดูจะไม่ต่างกับโลกของคนเป็นเท่าใดนัก มีบัตรคิวให้นั่งรอเรียก มีการปัดแข้งปัดขาระหว่างชายชุดดำและหญิงสาวชุดขาวที่ดูเหมือนจะทำงานแบบเดียวกัน แต่คนละแผนก


และที่ดูผิดแปลกไปจากสิ่งที่คนมักคาดคิดกันก็คือ ดูเหมือนว่า ชายชุดดำกำลังจะมารับเขาไปสถานที่บางแห่งที่ “คล้ายๆ สวรรค์” คือเต็มไปด้วยคนดี พระสงฆ์ ยายชี ผีบรรพบุรุษที่น่าเบื่อหน่าย ขณะที่สาวชุดขาวก็เชียร์ให้เขาไปกับเธอ ไปยังสถานที่อีกแห่ง ที่ซึ่งจะทำเรื่องหยาบช้าลามกกันได้ตลอดกาล


จะไปไหนอย่างไร หรือสุดท้ายแล้ว ความทรงจำ (หรือการลืมเลือน) ที่จะติดตัวเขาไปคืออะไร ล้วนเป็นการตัดสินใจของชายเสื้อฟ้าคนนั้น

เด๊ดสะมอเร่ นำเสนอในท่วงทีแบบละครแอบเสิร์ด (และแอบฮา) ทว่า พร้อมกันนั้น ละครเรื่องนี้ก็ “ตบหัว” คนดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยการตั้งคำถามเอากับการมีชีวิตอยู่

ตั้งแต่ตอนเริ่มเรื่อง ชายเสื้อฟ้าได้บัตรคิวหมายเลข 555
เมื่อหยิบตั๋วละครเรื่องนี้ขึ้นมาดู ของแต่ละคนก็ล้วนเป็นบัตรคิวเช่นกัน อย่างตั๋วของผม และเท่าที่เหลือบดูของคนข้างๆ เห็นเป็นหมายเลขลำดับ 600 ขึ้นไป แล้ว...


ใครจะเป็นรายต่อไป


เด๊ดสะมอเร่ (รีสเตจ)บทละครและกำกับการแสดง นพพันธ์ บุญใหญ่
นักแสดง คานธี อนนันตกาญจน์ / รัชชัย รุจิวิพัฒน์ / สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล / สายฟ้า ตันธนา
Cresent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
ตุลาคม 2553


เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ มีนาคม 2555

ละครซ้อนละครซ้อนละครซ้อน























มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ละครเวที รัก (ทะ) ลวงตา มีตัวบทที่แยบคายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมารวมกับนักแสดงระดับ “ตัวพ่อตัวแม่” ของวงการละครเวที “นอกรัชดาลัย” (เลียนแบบ Off-Broadway) ทั้งดุจดาว วัฒนปกรณ์, นพพันธ์ บุญใหญ่, ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, ปานรัตน กริชชาญชัย รวมถึง “ครูป้อม” ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้กำกับการแสดงที่โดดลงไปร่วมแสดงเองด้วย ล้วนทำให้ละครเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ที่นักดูละครเวทีย่อมไม่ควรพลาด


แล้วผู้เขียนจะยอมพลาดได้อย่างไร ?

รัก (ทะ) ลวงตา แปลและดัดแปลงมาจากบทละครเรื่อง Private Eyes ของ Steven Dietz เคยนำออกแสดงมาแล้วในฐานะละครคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ได้รับคำสรรเสริญ และรางวัลสีสันอวอร์ดมาตั้งแต่ครั้งนั้น


เมื่อดูจบแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าของเขาดีจริง!


สิ่งที่คนดูได้เห็นใน รัก (ทะ) ลวงตา ไม่ใช่แค่ละครซ้อนละคร แต่เป็นการซ้อนเหลื่อมของเรื่องเล่ามากมาย เมื่อสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น ทุก “เม็ด” ของละครเรื่องนี้เปรียบเสมือนการลวงล่อผู้ชมไปตามเขาวงกต เพื่อให้ไปพบกับทางตันบ้าง ทางเดิมที่เดินผ่านมาแล้วบ้าง หรือไม่อีกทีก็เป็นทางสามแพร่งสี่แพร่ง เมื่อเรื่องที่เราเคยเข้าใจอย่างหนึ่ง ในอีกพริบตาเดียว อาจกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไป


เขียนอย่างนี้ คนที่ไม่ได้ดูต้องงง ถ้าจะยกตัวอย่าง “หยาบๆ” ก็คงเป็นทำนองนี้
เมื่อละครเริ่มต้นขึ้น ดูเหมือนเป็นการออดิชั่น (audition - คัดเลือกนักแสดง) ของละครเรื่อง รัก(ทะ) ลวงตา ผู้กำกับการแสดง (นพพันธ์ บุญใหญ่) ให้นักแสดงสาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ลองซ้อมบทให้ดู แต่แล้วจู่ๆ กลับมีผู้กำกับฯ อีกคน (ปวิตร มหาสารินันทน์) ลุกขึ้นจากแถวที่นั่งคนดูพร้อมกับสั่งหยุดพัก สิ่งที่เราเห็นมาแต่แรกจึงเป็นการซ้อมฉากออดิชั่นตอนต้นของละคร โดยนพพันธ์และดุจดาวซึ่งเป็นนักแสดงคู่สามีภรรยา เมื่อละครดำเนินต่อไป คนดูจึงค่อยๆ รู้ว่าการซ้อมละครเรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นเพียงหน้าฉากของเรื่องชู้สาวระหว่างผู้กำกับฯ ปวิตรกับดุจดาว ที่ต้องแอบหลบๆ ซ่อนๆ ท่ามกลางความหวาดระแวง แม้ว่าเขาจะทำทีเสมือนไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ หากแต่ที่จริงแล้ว นพพันธ์รู้ดีว่าเขากำลังถูกสวมเขา จึงวางแผนล้างแค้นด้วยการสมคบกับสาวเสิร์ฟท่าทางประหลาดๆ (ปานรัตน กริชชาญชัย) ที่เขาเองก็แอบมีสัมพันธ์สวาทอยู่ วางยาพิษปวิตรและดุจดาวจนทั้งสองคนตายคาโต๊ะอาหาร เหตุการณ์นี้ถูกขัดจังหวะโดยจิตแพทย์ (ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช) ซึ่งลุกขึ้นโวยกับนพพันธ์ว่า เรื่องที่เขาเล่ามาทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจริงๆ หรือเป็นแต่ความคิดของนพพันธ์ ก่อนที่จะกลับตาลปัตรไปอีกครั้ง เมื่อจิตแพทย์ที่เห็นนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นแค่นักแสดงอีกคนที่มาออดิชั่นกับผู้กำกับนพพันธ์ แล้วต้องเดินคอตกออกจากห้องไปเมื่อไม่ได้รับคัดเลือก…

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น...


สิ่งที่ได้เห็นในละครเรื่องนี้ ก็คือการสร้าง “ความลวง” ขึ้นมา โดยเล่นกับความเป็น “สมมติ” ของละครเวทีได้อย่างเต็มเหนี่ยว ชนิดที่ภาพยนตร์ก็คงทำไม่ได้ เนื่องจากละครเวทีนั้น คนดูต้องยอมรับข้อตกลงเบื้องต้นบางประการว่าทั้งหมดที่เห็นนั้น เป็นเพียงการสมมติขึ้นมา เวที ฉาก นักแสดง บทบาท อุปกรณ์ประกอบฉาก ทุกอย่างวางอยู่บนเงื่อนไขที่ว่านี้ ต่อให้เป็นนักแสดงชั้นเซียน ทว่าคนดูก็ยังต้องช่วยประกอบสร้าง “ความสมจริง” ขึ้นเองในใจไม่น้อยกว่าครึ่งค่อน


แต่แล้ว บทละครกลับหักหลังคนดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เรื่องเล่าทั้งหมดทับซ้อนกันหลายชั้น ไปๆ มาๆ แล้ว แม้ว่าจะดูคล้ายเป็นเรื่องเล่าของนพพันธ์ แต่เอาเข้าจริง เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องเล่าของใครกันแน่ มิหนำซ้ำ เรื่องทั้งหมดก็ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นที่ตรงไหน หรือจะจบเมื่อไร เมื่อใดคือการซ้อม เมื่อใดคือการออดิชั่น ส่วนไหนคือบทละคร ส่วนไหนคือเรื่องเล่าของตัวละคร การสร้างความลวงนี้ ดำเนินไปถึงระดับที่ให้นักแสดงใช้ชื่อจริงของตัวเป็นชื่อในบทละครทุกคน เหมือนกับว่าทุกคน “เล่นเป็นตัวเอง” ซ้อนไปอีกชั้น ยิ่งทวีความ “งงงวย” (ระคนกับความมันส์ในอารมณ์...) ให้แก่ผู้ชมมากยิ่งขึ้นไปอีก ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้านี้ มี “เรื่องจริง” หรือ “ความจริง” อยู่ตรงไหนบ้าง


นั่นอาจเป็นเหตุผลที่บทละครในภาษาอังกฤษเดิมจึงมีชื่อเรื่องว่า นักสืบเอกชน หรือ Private Eyes เพราะผู้ชมจะค่อยๆ กลายร่างเป็นนักสืบ คอยสังเกต ระแวดระวัง และเฟ้นหา “ความจริง” ไปโดยปริยาย
ชื่อ รัก(ทะ)ลวงตา จึงให้ความหมายยอกย้อนแย้ง อ่านได้หลายแบบ จะอ่านว่า “รักลวงตา” หรือ “รักทะลวงตา” ก็ได้ นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่ฉลาด เล่นกับภาษาได้คมคาย ว่านี่คือละครว่าด้วยรักที่ทั้ง “ลวงตา” (คือทำให้ไม่เห็น หรือเห็นเป็นอย่างอื่น) ขณะเดียวกันก็ “ทะลวงตา” (คือทำให้เห็นชีวิตในฐานะเรื่องเล่า) ไปพร้อมกัน


ยิ่งไปกว่านั้น ผู้กำกับยังเลือกจัดเวทีแบบสนามกีฬา ทำนองเดียวกับเวทีมวยหรือบ่อนไก่ คือมีที่นั่งคนดูรอบทิศทาง ดังนั้น ผู้ชมแต่ละด้านย่อมได้ชมละครเรื่องนี้จากมุมที่แตกต่างกัน และย่อมได้รับ “ข้อมูล” ที่ไม่ครบถ้วน ไม่ “รอบด้าน” เช่นเดียวกับที่ตัวละครก็เลือกเล่าเรื่องผ่าน “มุมมอง” ของตนเช่นกัน


ทว่า บทละครที่ฉลาดขนาดนี้ และนักแสดงชั้นแนวหน้าของประเทศที่ประชันบทเชือดเฉือนกันจนแทบไม่มีเวลาหายใจแบบนี้ ก็อาจมีข้อด้อยอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ชมที่ไม่ฉลาดเฉลียวนัก (เช่นผู้เขียนเป็นต้น) เวลาเจอไดอาล็อกยาวๆ ซับซ้อนๆ แล้วคิดตามไม่ทัน บางครั้ง (ขอย้ำว่าแค่บางครั้ง) เลยถอดใจ จนเกือบจะถอยจิตสู่ภวังค์นิทรา...
รัก (ทะ) ลวงตาดัดแปลงบท/กำกับการแสดง ปวิตร มหาสารินันทน์
นักแสดง ปวิตร มหาสารินันทน์, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, นพพันธ์ บุญใหญ่, ศุภสวัสดิ์ บุรณเวช, ปานรัตน กริชชาญชัย
หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
14 – 25 กันยายน 2553

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Vote ปีที่ 7 ฉบับที่ 151 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2554